First love #17-21
"กลับมาแล้วฮะ... "
"อ้าว กลับมาแล้วหรอจ๊ะ?...แล้วคนอื่นๆไปไหนกันหมดล่ะ?... "หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของบ้านเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เมื่อสอดสายตามองหาคนอื่นๆที่ปกติต้องกลับมาด้วยกันกับลูกชายของตน แต่กลับไม่เห็นเงาใครสักคนเดียว
"พวกเขา...เอ่อ...ไปกินไอติมกันนะฮะ พอดีผมขอตัวกลับมาก่อน...ถ้าแม่ไม่ว่าอะไร ผมขอตัวขึ้นห้องก่อนนะฮะ"ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบจ้ำอ้าวขึ้นชั้นสองทันที
"อะไรของเขานะ?... "ผู้เป็นแม่บ่นอย่างงงหนักขึ้นเป็นสองเท่าตัว
ถ้าเป็นคนอื่นกลับมาบ้านแล้วบอกลูกชายของตนไม่กลับบ้านเพราะมัวแต่นั่งกินไอติม มันจะน่าเชื่อถือซะมากกว่า เพราะปกติแล้วแจจุงชอบกินไอติมเป็นชีวิตจิตใจ ใครๆก็รู้...
นางคิมส่ายหัวด้วยความงุนงงก่อนที่กำลังจะหันหลังกลับเข้าห้องครัว...แต่ก็มีเสียงเรียกขึ้นจากประตูบ้าน
"คุณน้าฮะ...แจจุงกลับมาแล้วรึยังฮะ? "เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เพิ่งมาถึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายเล็กน้อย...
"มาแล้วจ้ะ เมื่อกี๊นี่เอง ขึ้นไปบนห้องแล้วล่ะ"
เมื่อได้คำตอบเด็กหนุ่มไม่รอช้า ถอดรองเท้าหน้าบ้านเสร็จก็รีบสาวเท้ายาวๆของตนพุ่งไปยังห้องของเพื่อนรักทันที ตามติดมาด้วยซีวอนและมิกกี้ที่ดูจะรีบร้อนกว่าใครอื่น...
ก๊อกๆๆ
"แจจุง...เข้าไปหน่อยได้มั้ย? "
.....ไร้เสียงตอบกลับจากภายในห้อง
"แจจุง.... "ชางมินเรียกซ้ำอีกครั้งพลางเคาะประตูไปอีกสองสามที แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็ยังเป็นความเงียบเช่นเดิม...
หลังจากพยายามต่ออีกครู่หนึ่ง ก็คิดว่ามันไร้ผล...ทั้งสามจึงตัดสินใจเดินลงมาข้างล่างด้วยใจห่อเหี่ยว...
"งั้นผมกลับบ้านก่อนก็แล้วกัน...ยังไงฝากยูชอนช่วยดูแจจุงหน่อยนะฮะ"ชางมินพูดขึ้นเมื่อเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว....
"อะไรกัน? ไม่เห็นฝากฉันมั่งล่ะ"คนที่ยืนตัวสูงอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียง(ที่ฟังก็รู้ว่าแกล้งทำเป็น)น้อยใจ
"อย่างนาย อยู่ห่างๆจะดีที่สุด...ก่อนจะทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้ "คนตัวเล็กกว่าหันมากัดตอบ...ก่อนจะหันไปพูดกับร่างสูงที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
"ฝากหน่อยละกันนะฮะ...ผมไปล่ะ"ยิ้มน่ารักแถมอีกที ก่อนจะเดินไปลาแม่ของแจจุงและเดินไปใส่รองเท้าที่หน้าประตูบ้านโดยแกล้งทำเป็นไม่เห็นสายตาจากคนรักที่จ้องมา...
"จะไม่ไปส่ง? "มิกกี้ชำเลืองมองเพื่อนตัวเองด้วยหางตา..ปากอมยิ้มเล็กๆตามสไตล์
ซีวอนไม่ตอบอะไร เพียงแต่มองมิกกี้ด้วยหางตาเช่นกันก่อนจะถอนหายใจและเดินไปที่ประตูบ้าน
มิกกี้ขำกับท่าทางของซีวอนอย่างห้ามไม่อยู่...
คิดจะให้ชางมินง้อหรอ?
ไม่มีทางหรอกมั้ง...
ร่างสูงเดินฉับๆผ่านร่างโปร่งบางก่อนจะฉวยคว้าหนังสือของคนรักมาถือไว้เองและเดินห่างออกไป....
ชางมินอมยิ้มขำเล็กๆ...
ตลอดทางกลับบ้าน...ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไร...จะมีก็ซีวอนที่แอบชำเลืองมองชางมินเป็นบางครั้ง เพื่อหวังว่าจะได้ยินคำง้อน่ารักๆจากคนรักบ้าง...
แต่ก็คงต้องผิดหวัง เพราะนอกจากร่างเล็กจะไม่สนใจแล้ว...ซ้ำยังเดินน้ำหน้าเขาไปอีกแน่ะ....
ไม่คิดจะมองหน้ากันเลยใช่มั้ยน่ะห๊ะ?
"ถึงแล้วขอหนังสือคืนด้วย"
ซีวอนเล่นตัวเล็กน้อยไม่ยอมคืนให้ เพื่อหวังว่าคนรักจะพูดอะไรบ้าง...
ก็นี่เล่นเงียบตลอด...
จนถึงบ้านก็ยังไม่พูดอะไรเลย....
ชักหงุดหงิดแล้วนะ....
"ไม่ให้ก็ไม่เป็นไร เอาไปให้ที่มหาลัยด้วยก็แล้วกัน"ว่าแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวกลับ...มือเรียวกำลังจะผลักประตูให้เปิดออก...แต่กับโดนมือใหญ่ดันให้ปิดและก่อนที่คนตัวเล็กจะได้ทำอะไร ก็โดนดันติดกับประตูบ้านซะแล้ว...
"จะไม่พูดอะไรสักนิดเลยหรอ? "ถามไม่พอ ยังเอาหน้ารุกจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้ชางมินได้หายใจอีกแน่ะ...
"ก็จะให้พูดอะไรล่ะ? "ชางมินถามยิ้มๆ ไม่รู้สึกรู้สาอะไร...
คนตัวสูงไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ...ต้อนจนตัวเองหมดหนทางทุกอย่าง...แต่ร่างเล็กกับไม่แสดงปฏิกิริยาอะไร...จึงถอยตัวออกมา...ยัดหนังสือใส่มือเรียวเล็ก ก่อนจะหมุนตัวกลับ...แต่ทว่า...
"เข้าไปในบ้านก่อนมั้ย? "
.
.
.
.
ร่างสูงที่นั่งกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นสองเพื่อไปดูอาการแจจุงอีกครั้ง...
ตอนแรกกะว่าซีวอนกลับมาเมื่อไร ค่อยขึ้นไปด้วยกันอีกที...แต่นี่รอแล้วรอเล่า อีเพื่อนบ้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะกลับมา...และคนข้างบนก็ไม่คิดจะลงมาเช่นกัน...
กว่าร่างสูงจะพาตัวเองมาถึงหน้าห้องของร่างบางก็กินเวลาไปเกือบสิบกว่านาที...เพราะมัวแต่ชั่งใจว่าจะขึ้นมาดีรึเปล่า...แต่พอเมื่อมาถึงประตู ก็เห็นว่าประตูนั้นเปิดแง้มไว้อยู่ ร่างสูงจึงถือวิสาสะแอบเดินเข้าไป...
เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ก็เห็นร่างบางนอนขดอยู่บนเตียง..ตาสวยที่เปื้อนน้ำตาหลับพริ้ม...มือเล็กสองข้างกำแน่นเข้าที่ผ้าห่มแม้ว่าจะหลับแล้วก็ตาม....
มือใหญ่กำลังจะจับเข้าใบหน้าสวยของร่างบาง...แต่ก็ทำได้เพียงเปลี่ยนไปจับเข้าที่ผมดำสลวยแทน..
ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะคิดอย่างเจ็บปวด...
เป็นฉันแทนได้มั้ย?
ให้ฉันได้ดูแลนายเถอะนะ...
.
.
.
วันรุ่งขึ้น...
บ้านแจจุง
"สวัสดีฮะคุณน้า แจจุงตื่นรึยังฮะ? "เสียงสดใสของเด็กหนุ่มดังขึ้นจากประตูบ้าน...
"อ้าวสวัสดีจ้ะ มาแต่เช้าเลยนะชางมิน...แจจุงยังไม่ลงมาเลยจ้ะ ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว...เห้อ ไม่รู้เป็นอะไรของเขา... "
"หรอฮะ? แล้วซีวอนกับยูชอนละฮะ? "
"อยู่หลังบ้านน่ะจ้ะ กินข้าวกันอยู่ วันนี้มีโปรแกรมไปไหนกันหรอจ๊ะ? "
"วันนี้พวกเราต้องไปซื้ออุปกรณ์ทำรายงานน่ะฮะ....ยังไงผมขอตัวไปหาสองคนนั้นก่อนนะฮะคุณน้า"
"จ้ะ"
.........
................
"อ๊ะ.... "ระหว่างทางที่กำลังเดินไปหลังบ้าน...ก็เดินชนกับใครคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากประตูห้องน้ำ...เด็กหนุ่มลูบจมูกตัวเองป้อยๆ...ก่อนจะหันมองคนที่เดินชน...และแทบจะทันทีที่ตาสวยจะส่งค้อนวงโตให้กับคนตรงหน้า...
"เจ็บนะ"
"ก็ระวังหน่อยสิ...แล้วนี่มาซะเช้าเชียว เจ้าแจจุงยังไม่ตื่นเลย"ซีวอนค่อยๆใช้นิ้วคลึงจมูกโด่งเล็กนั่นก่อนจะคว้ามือเล็กหวังจะจับจูงมือเดินไปด้วยกัน
"ปล่อยเลย เดินเองได้"แต่มีหรอ? ที่ชางมินจะยอมอะไรให้ง่ายๆ...เหอะๆ
"อ้าว ชางมิน...มาแล้วหรอ? "มิกกี้ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังตักข้าวต้มเข้าปาก เอ่ยถามเมื่อเห็นชางมินกำลังเดินเข้ามา...
"ก็เห็นอยู่ ถามอะไรโง่ๆล่ะวะ? "ไม่ใช่ชางมินหรอกที่ตอบ แต่เป็นคนข้างๆที่ชิงตอบแกมด่าไปซะเองต่างหาก...และนั่นจึงโดนศอกของชางมินเข้าไปเต็มๆ
"พอดีตื่นเช้าแล้วนอนไม่หลับแล้วน่ะฮะ อีกอย่างอยากมาหาแจจุงด้วย เห็นคุณน้าบอกว่าไม่ได้ลงมาเลยตั้งแต่ตอนเย็น"
"ป่านนี้นอนตายไปแล้วมั้ง "ซีวอนว่าพลางเดินอ้อมมาทางด้านหลังของมิกกี้และคว้าช้อนตักข้าวต้มเข้าปากหน้าตาเฉย...
"เดี๋ยวผมขึ้นไปดูหน่อยละกันนะฮะ"ชางมินพูดกับมิกกี้เหมือนไม่ได้ยินเสียงของคนรัก...ก่อนจะหมุนตัวกลับ เดินขึ้นบันไดไป....
.
.
.
เมื่อชางมินมาถึงหน้าห้องก็พบว่าประตูเปิดแง้มอยู่...เจ้าตัวจึงเดินเข้าไป...แล้วก็พบกับแจจุงที่นอนอยู่บนเตียง...สีหน้าขาวซีด...
"แจจุง...หว๋า ทำไมตัวร้อนแบบนี้ล่ะ? "เด็กหนุ่มอุทานขึ้นเมื่อจับเข้าที่แขนของเพื่อนรักแล้วรู้สึกถึงอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ...
"อื้อ...ชางมินหรอ? "ร่างบางที่อยู่บนเตียงขยับตัวเล็กน้อย เมื่อรู้สึกโดนรบกวน...
"นี่แจจุงตื่นก่อน...ตัวนายร้อนมากเลยนะ ให้ตายเหอะ..."ชางมินพยายามคลายเสื้อผ้าชุดนักศึกษาของเมื่อวานออก ก่อนจะจัดเพื่อนรักให้นอนเข้าที่เข้าทาง...
"เดี๋ยวมานะ ฉันไปเอาผ้ากับน้ำอุ่นแปปนึง"
ร่างโปร่งรีบพุ่งไปทีห้องน้ำก่อนจะรีบรองน้ำอุ่นพร้อมกับผ้าสะอาดมาเช็ดตัวให้กับคนป่วยที่นอนไม่ได้สติบนเตียง...
"ขอบใจนะ ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย"ร่างเล็กเอ่ยขอบใจพลางส่งยิ้มให้...ถึงไข้จะยังไม่ลด แต่ก็สบายตัวขึ้นมาก....
"ว่าแต่ วันนี้จะไปซื้อของทำรายงานกันนี่นะ"
"ป่วยแบบนี้ยังคิดจะไปอีกหรอ?...อยู่บ้านเนี่ยล่ะ....รู้มั้ยว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงกันแค่ไหน....เห้อ...อยู่นี่แล่ะ เดี๋ยวเจอแดดก็ได้เป็นลมไปอีก"
"ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย... "
"ไม่ต้องเลย ไปซื้อแปปเดียวเอง เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เดี๋ยวนายจะได้ทำงานจนลืมป่วยแน่ๆ"
"เอางั้นก้ได้... "
"หิวมั้ย?...เดี๋ยวก่อนไป ฉันจะบอกคุณน้าให้ทำอะไรให้กิน"
"หิวสิ... "ร่างเล็กว่าพลางทำปากปลาทองแก้มป่อง มือเล็กยกขึ้นลูบท้องของตน...
"นายนี่นะ...ไม่ไหวเลย...งั้นเดี๋ยวฉันไปก่อนละกัน..ไว้จะรีบกลับมานะ"
"อื้อ"
..........
....................
เด็กหนุ่มร่างเล็กผิวขาวในเสื้อสีน้ำเข้มพอดีตัวกับกางเกงสามส่วนสีขาว...กำลังเดินผ่านเส้นทางเส้นหนึ่ง...ที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคย ตาโตค่อยสอดส่องสองข้างทาง มือหนึ่งถือแผนที่เล็กๆ...อีกมือคอยซับเหงื่อจากใบหน้าเนื่องจากอากาศตอนสายๆค่อนข้างจะร้อนไม่ใช่น้อย...
และแล้วเท้าเล็กก็หยุดลงตรงที่บ้านหลังหนึ่ง...ชั่งใจอยู่สักครู่ก่อนจะกดออดที่หน้าประตูบ้าน...
"มาหาใครคะ? "หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งออกมาเปิดประตูพลางต้อนรับอย่างสุภาพ...
"เอ่อ...ไม่ทราบว่าที่นี่บ้านของแจจุงรึเปล่าครับ? "
"เดินเร็วๆหน่อยมั้ยห๊ะ? มันสายมากแล้วนะ ป่านนี้แจจุงรอจนเหงือกห้อยย้อยแล้วมั้งเนี่ยยย.... "
"ซีวอนนนนนนนนน ช้าได้อีกใช่มั้ย!?... "
เสียงเล็กแหวชายหนุ่มตัวโตคนรักที่เดินเอื่อยเฉื่อยอย่างกะเด็กสองขวบ....
"ก็ของมันหนักนี่... "
"เห๊อะ!"ชางมินว่าพลางหันหลังไปส่งค้อนให้กับคนข้างหลังที่ถือของเต็มสองมือ ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเขามากนัก เพียงแต่ของส่วนใหญ่ที่เขาถือมันหนักน้อยกว่าเท่านั้นเอง...
แค่นี้ทำเป็นอ่อนแอ...ทำตัวยังกะหญิงสาวตัวอ้อนแอ้นงั้นแล่ะ..ถึกซะขนาดนี้ บ่นไปหมีไปได้...ตอนแรกใครใช้ให้หยิบไปหมดเองล่ะ พอจะหิ้วก็มาแย่งไปซะงั้น สมแล้วไม่ล่ะ เห๊อะ...เด็กหนุ่มไม่วายนึกด่าคนรักตัวเองในใจ...
"ชางมิน~~~"..น่ะ อ้อนอีกแล้ว...
"เห้ย ไอซีวอน ถ้ามึงยังไม่เลิกทำน้ำเสียงอ้อนปาตีนแบบนั้นอีกล่ะก็ กูจะเอาตีนยันหน้ามึงจริงๆนะ"มิกกี้ผู้อดทนมานานบอกขึ้น...กูก็หิ้วหนักไม่ต่างจากมึงเลยนะเว้ยยยย!??
และทั้งสามก็ใช้เวลาอีกไม่ถึงอึดใจดีก็มายืนอยู่ตรงรั้วบ้านสีเขียวทองของบ้านแจจุงเป็นที่เรียบร้อย...เมื่อเข้าบ้านแต่ละคนก็นั่งหอบแตกพักหายใจกันใหญ่...
"เห้อ..กว่าจะถึง...เล่นเอาลิ้นห้อยเลย"เด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งบอกพร้อมทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม มือเรียวยกขึ้นพัดระบายความร้อน...
"อ้าว..กลับกันมาแล้วหรือจ๊ะ?...ร้อนกันล่ะสิ...จะดื่มอะไรหน่อยมั้ย? จะได้มีเรี่ยวมีแรงก่อนทำงาน... "แม่แจจุงผู้แสนใจดีเอ่ยถามขึ้นอย่างอ่อนโยนเมื่อเดินออกมาจากห้องครัวแล้วเห็นสภาพเพื่อนทั้งสามของลูกชายที่หอบจนลิ้นจะห้อยยาวลากถึงประตูหน้าบ้านได้แล้ว...
"ไม่เป็นไรฮะ..เดี๋ยวพวกเราขอตัวขึ้นไปทำงานก่อนเลยดีกว่า...สายมากแล้ว... "
"เอางั้นหรอ?..ก็ได้จ้ะ ตามใจ..อ้อ..เมื่อกี๊เห็นมีเพื่อนแจจุงมาด้วยแน่ะ แม่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะ ตัวเล็กๆหน่อย ไม่รู้ว่ากลับไปรึยัง แต่แม่ว่าน่าจะยังอยู่ข้างบนนะ..ยังไงพวกลูกขึ้นไปกันก่อนเลยนะจ๊ะ....เดี๋ยวแม่ไปเตรียมของว่างแล้วเดี๋ยวจะเอาขึ้นไปให้.. "นางคิมพูดเสร็จก็หันหลังหายตัวเข้าไปหลังบ้านทันที ไม่ทันสังเกตถึงสีหน้าของแต่ละคนที่แทบจะเก็บลิ้นกันไม่ทันเลยทีเดียว...
"เพื่อนหรอ?...จะมีใครอีกล่ะ ก็ที่มหาลัยก็มีแค่พวกเราที่รู้จักบ้านแจจุงนี่น่า.... "ชางมินเพื่อนสนิทของคนร่างเล็กเอ่ยกล่าวทันที.
หรือว่า...
จะเป็น...
"ไม่รู้เหมือนกันแฮะ....เห้...นายจะไปไหนน่ะ ยูชอน!"
ชายหนุ่มที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาไม่ได้ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น....เมื่อสิ้นประโยคของแม่แจจุง...มิกกี้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง...ขายาวเรียวของเจ้าตัวพาเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองทันที โดยที่ไม่สนใจเสียงเรียกของอีกคน...
"เดี๋ยวฉันไปล้างหน้าหน่อยนะ...ไม่ไหวละ ร้อนจะแย่"แจจุงที่เพิ่งวิ่งไล่ชางมินเกือบสามสี่รอบสนามใหญ่ๆเอ่ยขอตัว...ก่อนจะรีบแว๊บไปแถวหลังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีตู้น้ำเย็นตั้งอยู่....
"อ๊ะ...เอาอีกละ แย่จริงเลย"คนตัวเล็กอุทานอย่างตกใจเมื่อจู่ๆล้างหน้าแล้วคอนแทคของตนก็หลุดออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตาโตที่มีเลนส์ใส่อยู่อีกข้างพยายามเพ่งมองหาตามที่พื้นอย่างยากลำบาก...
"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ปิดตาให้สนิท ไม่ก็ให้ถอดคอนแทคออกไปก่อนเลยเวลาจะล้างหน้าน่ะ"เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นเยื้องไปทางด้านข้างหลังของตัวเล็กไม่ไกลนัก...เมื่อแจจุงหันหน้าไปก็พบเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นพร้อมๆกับมือใหญ่ที่ยื่นออกมา บนมือมีคอนแทคที่เจ้าตัวกำลังมองหาอยู่...
"ครั้งที่แล้วกว่าจะหาเจอก็ปาไปเกือบชม. ยังไม่เข็ดเลยจริงๆนะ"
".........."
ร่างบางไม่เอ่ยปากพูดอะไร...สายตาไม่แม้จะมองไปที่คอนแทคในมือของคนร่างสูงด้วยซ้ำ...
"เป็นอะไรไป เอาไปใส่สิ เดี๋ยวก็ปวดตาหรอก...ครั้งที่แล้วนายปวดมากเลยไม่ใช่หรอ พอไม่ได้ใส่นานๆแล้วค่อยไปใส่อีกทีน่ะ... "
"........."
เหมือนเดิม...สิ่งที่ร่างบางให้มีเพียงแต่ความเงียบงำ...ใบหน้าหวานเบือนไปอีกทาง ปากบางเม้มแน่น...
"แจจุง..เป็นอะไรล่ะ...เอาไปใส่สิ...เดี๋ยวนายจะเคืองตาเปล่าๆ...ครั้งที่แล้วที่ไปหาหมอ.... "
"พอสักที!...นายเลิกพูดถึงอดีตได้แล้ว... "ร่างเล็กที่อดทนมานานหันหน้ากลับมา พลางขึ้นเสียงใส่...
"นายคิดว่าพูดถึงแต่อดีตแล้วมันจะช่วยอะไรได้งั้นหรอ?...นายทิ้งฉันนานเกินไปจนฉันลืมเรื่องพวกนั้นหมดแล้วล่ะ....ขอตัวก่อนนะ"แจจุงหันตัวกลับทันที...
อย่านะ...
อย่าเพิ่งร้อง....
ไม่ใช่ตอนนี้....
"เดี๋ยวสิ!...แจจุง...ฟังฉันก่อน... "
"ฉันฟังนายมามากพอแล้ว... "
"ฉันจะไม่ยอมแพ้....ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจ...ฉันจะแสดงให้นายเห็นว่าฉันรักนายแค่ไหน...ฉันจะไม่เลิกรักนาย...ได้ยินมั้ย? ฉันจะไม่มีวันเลิกรักนาย!.. "ร่างสูงพูดไล่หลังคนที่กำลังเดินจากไป...และไม่ลืมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำกับตนเอง..
"ฉันรักนาย...แจจุง... "
แจจุงที่เดินหนีจากยุนโฮมา วิ่งเร่งฝีเท้าอย่างไม่คิดชีวิตจนมาหยุดลงแถวๆสวนหลังมหาลัย...ก่อนจะทรุดนั่งพิงต้นไม้ต้นใหญ่บริเวณนั้น.
ด้วยความเหนื่อยล้าจากการซ้อมวิ่งตลอดเย็น...และไหนยังจะเพิ่งฟื้นตัวจากไข้...ตอนนี้ร่างบางหอบหายใจแรง...สายตาเริ่มพร่ามัว...ไม่รู้เป็นเพราะน้ำตาที่ไหลรินหรือเพราะความเหนื่อยล้าของร่างกายกันแน่..
เสียงลมหายใจแผ่วเบาลงเรื่อยๆ...และขณะที่กำลังจะหมดสติ ร่างบางเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาทางเขา ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับวูบลง...
.
.
.
"อ่อนเพลียนิดหน่อยน่ะ คงพักผ่อนไม่พอ เดี๋ยวนอนสักพักก็คงหายแล้วล่ะ.. "
"ขอบคุณครับ"
"พอเขาตื่นแล้วให้กินยานี้นะ เดี๋ยวฉันต้องไปล่ะ มีธุระที่โรงพยาบาลน่ะ"
"ครับ"
ชายหนุ่มร่างสูงโค้งตัวอย่างมีมารยาทให้กับหมอที่ประจำอยู่ที่ห้องพยาบาลของมหาลัย เมื่อเธอเดินออกไปแล้วจึงหันกลับไปมองร่างบางที่นอนหลับตาพริ้มบนเตียง...
ร่างสูงเดินมาข้างเตียงก่อนจะทรุดตัวนั่งลง....มือใหญ่กุมเข้าที่มือขาวเล็ก..
"ฉันขอโทษ....ขอโทษนะแจจุง.."
ตึก ตึก ตึก !!!!!!!
ปัง!!!
"แจจุง!!!! "
ผู้มาใหม่วิ่งเปิดประตูห้องพยาบาลเข้ามา ก่อนจะผลุนผลันไปที่อีกข้างของเตียงร่างเล็กทันที..สีหน้าเป็นห่วงอย่างชัดเจน...แต่เมื่อสายตาสบเข้ากับคนตรงข้ามที่จับมือแจจุงอยู่ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว..
"นาย!!! นายทำอะไรแจจุง!!!"ว่าแล้วไม่พูดอย่างเดียว ตรงเข้ากระชากเสื้อของอีกคนอย่างไม่รอช้า
"นายใช่มั้ยที่ทำให้แจจุงเป็นแบบนี้???!!!เมื่อไรจะเลิกยุ่งกับแจจุงสักที...แค่นี้เขายังเจ็บไม่สะใจนายรึยังไง!!!?? "
""
"อยากเห็นเขาตายต่อหน้านายถึงจะพอใจใช่มั้ย?!!!... "
"นายคิดว่าฉันอยากให้มันเป็นแบบนี้รึไง?!!!"
"ฉันรักแจจุง ฉันจะแสดงให้เขาเห็น ยังไงฉันก็ไม่มีวันยอมแพ้"
"รักหรอ?...นายยังกล้าพูดคำนี้อีกหรอ? ทั้งๆที่นายเห็นสามเดือนกับคนอื่นดีกว่ารักสามปีของนาย...ยังงี้ยังเรียกว่ารักได้อีกอย่างงั้นเรอะ???!! "
"ใช่ฉันยอมรับว่าฉันมันโง่เอง...ฉันทำผิดพลาดไป....แต่ตอนนี้ฉันรู้ตัวแล้ว..และแจจุงก็ยังไม่มีใคร..ทำไมฉันจะพยายามอีกครั้งไม่ได้? หรือที่นายพูดมานี่ กลัวอะไรกันแน่?? "
"....."
"นายเองก็ชอบแจจุงไม่ต่างกันไม่ใช่มั้ยล่ะ?... "
"เพราะแบบนี้นายถึงได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเกินจำเป็นสินะ?? "
"นายหุบปากไปเลยนะ...ถึงยังไงฉันก็ไม่เคยทำให้แจจุงเสียใจ ไม่เหมือนนายที่แจจุงไว้ใจและรักมากที่สุด แต่นายกลับทรยศอย่างเลือดเย็น...แบบนี้นายยังมีหน้าจะกลับมาแล้วบอกว่ารักแจจุงอีกอย่างนั้นเรอะ? "
"ถ้าไม่ใช่เพราะทงเฮนายจะไป นายก็ยังคงดักดานไม่รู้อะไรสินะ มารู้ตัวตอนไม่เหลือใคร ไม่ทุเรศไปหน่อยหรอ? "
".........."
"เลิกยุ่งกับแจจุงซะ..ถ้านายยังรังควาญไม่เลิกล่ะก็...ฉันจะไม่อยู่เฉยอีกต่อไป"
"ฉันบอกแล้วไง... "
"ฉันรักแจจุง...และฉันจะไม่มีวันยอมแพ้"
ปัง!
หลังจากจบบทสนทนาดุเดือดนั่นแล้ว...ร่างสูงก็เดินออกไป ทิ้งท้ายให้มั่นใจอีกด้วยว่า ยังไงก็ไม่มีทางยอมถอนตัวง่ายๆแน่...
มิกกี้จ้องประตูห้องพยาบาลที่ถูกปิดไปแล้วอย่างไม่ลดละราวกับยุนโฮยังยื่นอยู่ตรงนั้น มือใหญ่กำแน่นด้วยอารมณ์ที่ครุกกรุ่น..
ชายหนุ่มหันตัวกลับ...และก็ต้องพบกับร่างเล็กที่ตื่นขึ้นนั่งบนเตียงเป็นที่เรียบร้อย
"แจจุง... "ความโกรธโมโหที่ตอนแรกมีนั้นพลันหายไปทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของคนตัวเล็กตรงหน้า...และไม่รอช้า ร่างสูงสาวเท้าเร็วๆไปที่เตียงทันที...
"ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?...เจ็บตรงไหนรึเปล่า?... "
"........"
"ลุกไหวมั้ย?...ชางมินคงกำลังมาแล้วล่ะ...เดี๋ยวกลับบ้านกันเลยละกันนะ"มิกกี้ว่าพลางพยายามพยุงร่างเล็ก แต่แจจุงกลับนิ่งไม่ขยับ...
"แจจุง...ทำไมหรอ? ยังไม่อยากกลับบ้าน?...หรือหิว?...จะไปหาอะไรกินกันก่อนกลับก็ได้นะ... "
"ขอโทษ"
"หือ?? "
"ขอโทษ..ฮึก.."
"แจจุง!.."
"ขอโทษ...ฮึก..ขอโทษ... "
ขอโทษ..
ขอโทษที่ฉันทำให้นายต้องเจ็บปวด...
ขอโทษที่ไม่เคยรู้อะไรเลย...
เพราะฉันคิดถึงแต่ตัวเองแท้ๆ...
ทำให้ฉันมองข้ามความรู้สึกของนายไป...
ขอโทษ..
ขอโทษนะยูชอน...
"ไม่ต้องขอโทษหรอก...ไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อย... "
ฉันเองต่างหากที่ผิด...
รัก...
ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นยังไง...
........
.............................
ห้องนอนแจจุง
"ยูชอน..วันนี้ขอบคุณมากนะ... "
"ไม่เป็นไรหรอก...ว่าแต่..นายไม่เป็นอะไรแน่นะ"
"อะ..อืม... "
"งั้นถ้ามีอะไร ฉันกับซีวอนอยู่ข้างล่างนะ"
"อืม... "
มิกกี้ทอดสายตามองร่างเล็กที่ถามคำตอบคำ สายตาเลื่อนลอยมองออกไปที่หน้าต่าง..สุดจะรู้ได้ว่าทอดมองไปที่ใด..
ร่างสูงสาวเท้าไปที่หน้าประตูห้อง...มือเรียวยาวเอื้อมจับเข้าที่ลูกบิดประตู....
"เป็นฉัน ไม่ได้หรอ? "
"ให้ฉันได้ดูแลนายจะได้มั้ย? "
จบประโยคร่างสูง..ใบหน้าเรียวเล็กก็ละจากหน้าต่างเบื้องหน้า..หันไปมองแผ่นหลังของคนที่อยู่อีกฟากของห้องช้าๆ...ดวงตาเบิกโตอย่างตกใจ..
"ฉันรักนาย"
"ฉะ..ฉัน... "
"นายยังไม่ต้องให้คำตอบก็ได้....ฉันจะรอ..รอจนกว่านายจะพร้อม.... "
"ยูชอน... "
"เดี๋ยวฉันจะลงไปเอานมขึ้นมาให้นะ.... "
"ขอโทษ... "
"หรือจะเอาคุ้กกี้ด้วยมั้ย?.. "
"ขอโทษ...ขอโทษ....ยังไงฉันก็คงรักยูชอนไม่ได้... "
"......."
ตาเรียวของชายหนุ่มปิดลง...มือใหญ่กำแน่นเข้าที่ลูกบิดราวกับจะบีบให้มันแตกเป็นเสี่ยงๆ..
"แล้วจะเอาอะไรอีกมั้ย? "
บทสนทนาที่สื่อสารกันคนละเรื่องคนละราว...
คนนึงพยายามพูดที่จะไม่ทำร้ายจิตใจ...
กับอีกคนที่พยายามพูดนอกเรื่อง..เพราะไม่อยากยอมรับความจริง..
แต่ผลที่ได้..
ต่างก็เจ็บปวดด้วยกันทั้งคู่..
ร่างบางเบือนหน้าเรียวขาวไปทางหน้าต่าง...น้ำตาที่รื้น..ไหลรินลงอ้ามแก้ม..
ฉันขอโทษนะยูชอน....
ถ้าเป็นนายได้ก็คงดีสินะ...
แต่เพราะร่างกายของฉัน...
มันไม่เคยลืมสัมผัสของอีกคน...
หัวใจฉัน
มันรักใครไม่ได้อีกแล้ว
"ฉันจะรอ..รอจนกว่านายจะลืมเขา ไม่ว่านานแค่ไหนก็จะรอ"หลังจากที่ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในห้องพักใหญ่ ร่างสูงจึงตัดสินใจพูดขึ้น...
"รอหรอ? อย่ารอเลย...นานแค่ไหนตัวฉันเองก็ยังตอบไม่ได้..มันไม่มีทางที่จะเป็นวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือมันอาจจะเป็นตลอดไปก็ได้นะ"
"ทำไมนายไม่ลองเปิดใจดูบ้าง? ลองให้โอกาสกับคนอื่นบ้าง...ได้มั้ย? "
แจจุงแค่นยิ้มกับตัวเองก่อนเอ่ยตอบออกไป
"นายอาจจะไม่เข้าใจ สำหรับบางคน...รักครั้งแรกมันไม่ได้ลืมง่ายๆหรอกนะ"
มันเปรียบเสมือนแผลเป็นที่ไม่มีวันลบเลือน...
ที่จะติดอยู่กับใจไปตลอด..
ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม...
ฉันไม่คิดจะซ้ำแผลเก่าให้มันลึกมากไปกว่านี้...
และก็ไม่คิดที่จะเพิ่มแผลใหม่ทั้งๆที่แผลเก่ายังปิดไม่สนิทเหมือนกัน...
ขอโทษนะยูชอน...
ขอโทษจริงๆ...
มิกกี้ก้มหน้าลง...มือใหญ่บีบแรงขึ้น..พลางคิดอย่างเจ็บปวด
ไม่เข้าใจอย่างนั้นหรอ?
ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ..แจจุง..
ในเมื่อนายเองก็เป็นรักแรกของฉัน...
ความเจ็บปวดของรักแรก..
มันไม่ได้เจ็บเพราะโดนคนรักบอกเลิกอย่างเดียวหรอกนะ...
รักแรกที่ถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่ม...
มันก็เจ็บไม่แพ้กัน...
.
.
.
ปัง!!
"เห้อ~~"
ทันทีที่ประตูปิดยุนโฮทรุดตัวลงหลังพิงกำแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง...สองมือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าของตนพร้อมถอนหายใจ...
ไม่ได้...
จะยอมแพ้ไม่ได้...
นี่มันเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น...
ร่างสูงทอดสายตามองออกไปยังหน้าต่างเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย...ความรู้สึกผิดปนเปไปกับความเจ็บปวดที่ได้รับ...
ตอนนั้นแจจุงจะเจ็บอย่างที่เขาเจ็บแบบนี้รึเปล่านะ?...
เหมือนหายใจไม่ออก...
หัวใจเหมือนไม่หยุดเต้นไปเลยก็เต้นรัวเสียจนเหมือนมันจะกระเด็นออกมา...
ไม่ว่าวินาทีใด...
ความรู้สึกก็มีแต่คำว่า
...เจ็บ...
ยุนโฮนึกย้อนไปถึงครั้งตอนที่เคยคุยกับคิบอมเมื่อไม่นานมานี้มากนัก...ก็ยิ้มเยาะหัวเราะให้กับตัวเองอย่างเสียไม่ได้...
.
.
.
"ฉันขอโทษนะ...ที่เคยพูดไม่ดีกับนายไปเมื่อครั้งก่อน"จู่ๆคิบอมก็เอ่ยขึ้นกับยุนโฮในตอนที่ทั้งสองยืนรับลมอยู่ที่ระเบียงเพียงแค่สองคน รออาหารเย็นที่ทงเฮกำลังลงมือทำในครัว...
"ไม่ต้องขอโทษหรอก...มันก็เป็นเรื่องจริงนินะ"
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...อย่างน้อยนายก็เป็นคนดูแลทงเฮ...ถ้าเป็นคนอื่น...ฉันไม่มั่นใจว่าจะมีวันนี้สำหรับฉันกับทงเฮอีกรึเปล่า... "
"ทงเฮน่ะ เขารักแต่นายมาตลอด...ไม่ต้องคิดมากหรอก "
"นายก็รักแต่แฟนเก่านายเหมือนกันนั่นแล่ะ... "
"ใช่...ฉันไม่เคยรู้สึกโง่ขนาดนี้มาก่อนเลย...ที่ฉันเลือกที่จะดูแลทงเฮ เลือกที่จะอยู่เคียงข้าง...นั่นก็เพราะอะไรหลายๆอย่างในตัวทงเฮเหมือนแจจุงจนน่าตกใจ...แต่ก็มีหลายๆเรื่องที่แจจุงไม่มี...ฉันเลยรู้สึกคุ้นเคยพร้อมๆกับเหมือนได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆไปด้วย.... "ร่างสูงพูดพร้อมเงยหน้ามองบนท้องฟ้า และยิ้มอย่างไม่รู้ตัว...
"แต่คนที่ทำให้ฉันยิ้มได้ไม่ว่าเมื่อไร...เพียงแค่นึกถึงก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล...มีแค่แจจุงคนเดียว... "
ตลอดหนึ่งปีที่อยู่กับทงเฮมา...
ใช่ว่าเขาจะไม่มีความสุข...
แต่เมื่อเขากลับมาพบแจจุงอีกครั้ง...
เขาจึงได้รู้ว่า...
เขาไม่ได้ลืมร่างบางเลยแม้สักวีนาทีเดียว...
"ยังไงฉันก็ขอให้นายเข้าใจกันเร็วๆก็แล้วกัน"
"ขอบใจนะ"
.
.
.
จะอีกหนึ่งปี สองปี หรือต่อให้อีกสิบปี...
เขาก็จะรอ...
รอจนถึงวันที่เขาจะกลับไปมีแจจุงเคียงข้างอีกครั้ง...
.....
............
เช้าวันรุ่งขึ้นร่างสูงตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่...แต่งตัวเสร็จตั้งแต่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะส่องแสงแตะแต้มขอบฟ้า เนื่องจากวันนี้ไม่มีเรียน เขาจึงตั้งใจจะแวะไปหาทงเฮที่คอนโดเพราะอีกเพียงสองอาทิตย์ร่างเล็กก็จะบินลัดฟ้ากลับอเมริกา และอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้...อีกทั้งช่วงอาทิตย์หน้าที่มหาลัยจะมีสอบติดกันหลายวัน เขาจึงคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะไปเยี่ยมทงเฮเป็นครั้งสุดท้าย...
เมื่อถึงหน้าประตูคอนโด ร่างสูงกดกริ่งพอเป็นพิธี แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีใครมาเปิดประตู ยุนโฮจึงลองบิดที่ลูกบิดประตู ประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นในห้องอันว่างเปล่า ไม่มีแม้เฟอร์นิเจอร์สักชิ้นเดียว...ร่างใหญ่นิ่งคิดพักใหญ่ก่อนที่จะรีบวิ่งออกจากห้องกดลิฟท์ลงไปยังชั้นล่างอย่างไม่รีรอ...
"ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคนที่ชื่อ ลี ทงเฮ ที่พักห้อง 709 ไม่อยู่ที่นี่แล้วหรอครับ? "
"สักครู่นะคะ"เสียงพนักงานประชาสัมพันธ์ประจำคอนโดหรูใจกลางเมืองกล่าวก่อนจะหันไปง่วนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์สักพักและให้คำตอบแก่ร่างสูงอย่างรวดเร็วทันใจ
"อ๋อค่ะ คุณ ลี ทงเฮ ได้ย้ายออกไปประมาณอาทิตย์ก่อนแล้วน่ะค่ะ"
"ขะ..ขอบคุณครับ"ร่างสูงตอบรับอย่างงวยงงก่อนที่กำลังจะหันหลังกลับ แต่ก็ถูกเรียกจากพนักงานคนเดิมซะก่อน...
"อ้อ..คุณใช่ คุณจุง ยุนโฮหรือเปล่าคะ? "
"ครับ"
"คุณลี ทงเฮ ได้ฝากนี่ไว้สำหรับคุณค่ะ"หญิงสาวยื่นจดหมายสีขาวซองหนึ่งที่ด้านหน้าเขียนชื่อของร่างสูงไว้...ยุนโฮยื่นมือไปรับพร้อมพึมพำกล่าวขอบคุณ ก่อนจะรีบเดินไปหามุมนั่งและแกะจดหมายเปิดอ่านทันที...
"สวัสดีฮะ ยุนโฮ...ผมต้องขอโทษที่ผมย้ายออกโดยไม่ได้บอกนะฮะ...พอดีมีเรื่องกระทันหันนิดหน่อย คิบอมต้องกลับบ้านด่วน ผมก็เลยตัดสินใจกลับพร้อมคิบอม...ขอโทษที่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ลายุนโฮเลย...แต่ยังไงผมก็ขอบคุณมากๆนะฮะ หนึ่งปีที่ผ่านมาที่ยุนโฮคอยอยู่เคียงข้างผมมาโดยตลอด ทั้งๆที่ผมแท้ๆเป็นตัวก่อนปัญหาให้ยุนโฮกับแจจุงต้องเข้าใจผิดกัน...และยังไปโดยไม่ได้ลาอีก...อย่าโกรธผมเลยนะฮะ...สุดท้ายนี้ขอให้ยุนโฮกับแจจุงปรับความเข้าใจกันได้เร็วๆ และมีความสุขมากๆนะฮะ
จาก ลี ทงเฮ.... "
เมื่อยุนโฮอ่านจบ..เขาไม่นึกโกรธร่างบางสักนิด...แต่ที่อยู่ในใจอย่างชัดแจ้งตอนนี้คือ เขาไม่ได้คิดอะไรกับทงเฮเลยจริงๆ...เพราะความรู้สึกตอนนี้ เขารู้สึกได้เลยว่า...ไม่มีความเจ็บปวดใดๆเลย เมื่อรู้ว่าทงเฮจากไป..
"น่าจะโทรมาบอกกันก่อนสิน้า... "ร่างสูงนั่งอีกสักพักก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากอาคารหรูแห่งนั้น...
ฉันจะต้องไม่ยอมแพ้..
เป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะ..
ทงเฮ...
..
..
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในโซล
"ทำแบบนี้ดีแล้วหรอ? ทงเฮ"
"ดีแล้วล่ะฮะพี่ ผมไม่อยากเป็นภาระให้กับเขาทั้งสองอีกแล้ว แจจุงกับยุนโฮต้องเข้าใจผิดและเลิกกันเพราะความไม่เอาไหนและความเป็นเด็กของผมแท้ๆ...ผมไม่อยากให้เขาต้องมีเรื่องกลุ้มใจอะไรอีก...แค่นี้ผมก็ดูเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวจนไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะฮะ..."เด็กหนุ่มตอบผู้เป็นพี่สาวที่เพิ่งบินตรงมาจากอเมริกาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด...ทั้งๆที่ยุนโฮเป็นคนดูแลเขามาตลอดแท้ๆ แต่พอคิบอมกลับมา กลายเป็นว่าเขาหนีไปมีความสุขเพียงคนเดียว...อีกคนกลับต้องเสียคนรักไปเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง...
เขารู้สึกผิด แต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขได้ยังไงดี...
เขายอมดูเป็นคนแย่ในสายตาทุกคน...
จึงตัดสินใจไปคุยกับแจจุง...
ยอมให้แจจุงเข้าใจผิดและเกลียดเขาไปเลยก็ยังดี ถ้าหากเขาสามารถทำให้ยุนโฮและแจจุงกลับมารักกันได้....
เพราะในสิ่งที่เขาทำ...
มันก็เลวร้ายไม่ได้แตกต่างอะไรนักอยู่แล้ว...
"แล้วนี่หมอว่าอาการคิบอมเป็นยังไงบ้างล่ะ? "
"ก็..ยังไม่มีอะไรแน่นอนเลยฮะ...คิบอมหนีมาเกาหลีโดยไม่ได้บอกใคร...ก็เลยไม่ได้ทำเรื่องการรักษาอะไรสักนิด....เมื่อเช้าอาการก็กำเริบหนักมาก... "ร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงกังวลหนักจนคนข้างตัวรู้สึกได้...ร่างสูงมีอาการเจ็บคอเรื้อรังมาเกือบอาทิตย์แล้ว..แต่ก็ดื้อดึงไม่ยอมมาหาหมอจนเมื่ออาการทรุดหนักลงจนทงเฮต้องลากมาโรงพยาบาลจนได้
"ไม่เอาหน่า...คิบอมต้องหายเป็นปกติ อย่าคิดมากเลยนะ"ผู้เป็นพี่สาวปลอบปะโลมน้องชายที่ไม่ยอมไปไหนมาไหน...เอาแต่นั่งเฝ้าที่โรงพยาบาลมาตลอด...ตอนนี้กำลังรอผลการตรวจอีกครั้งหลังจากอาการเพิ่งจะกำเริบเมื่อเช้ามืด...
"แล้วเราจะกลับอเมริกาได้เมื่อไรล่ะ? "
"ก็คงหลังจากรักษาคิบอมให้อาการดีขึ้นก่อน แล้วก็คงกลับน่ะฮะ...พี่จะกลับเลยหรือว่ายังไงฮะ? "
"รอกลับพร้อมกันก็ได้ ช่วงนี้พี่เคลียร์งานทางโน้นเรียบร้อยแล้ว"
แอ๊ด~~
"ญาติผู้ป่วยใช้มั้ยครับ? "
"ฮะหมอ..คิบอมเป็นยังไงบ้างฮะ? "ร่างเล็กกระเด้งออกจากเก้าอี้ทันที เมื่อคุณหมอเดินออกจากห้องมา...
...........
...................
ห้องสี่เหลี่ยมกว้างผนังสีขาวรอบด้าน อากาศภายในห้องคละเคล้าไปด้วยกลิ่นยาและกลิ่นของโรงพยาบาลที่ห่างหายไปนาน...ร่างสูงนั่งพิงกับหัวเตียง ใบหน้าคมหันมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย...ริมฝีปากเรียวที่เคยมีสีสดใสกลับขาวซีด...มือใหญ่ที่วางอยู่ข้างตัวขาวและเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง...
ร่างเล็กค่อยๆก้าวเข้ามาและหยุดลงข้างเตียง...มองใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่ได้หันมามองเขาสักนิด...ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนเพราะหยาดน้ำตาที่กำลังไหลริน...มือเล็กกอบกุมเข้ากับมือใหญ่ที่เย็นยะเยือกนั่น...ก่อนจะร้องไห้ออกมาเงียบๆกับฝ่ามือของคนรัก...
"คนไข้ขาดการรักษาไปนานเกิน...เส้นเสียงของเขาตอนนี้...คงไม่มีทางที่จะทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมได้อีก...ครั้งที่แล้วที่เขารอดมาได้ถือว่าเป็นปฏิหาริย์มากครับ...ถ้าเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดก็อาจจะมีโอกาสหายได้ แต่ก็อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์...แต่ตอนนี้...หมอทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ...ขอโทษด้วยนะครับ"
"......."
คนตัวเล็กร้องไห้หนักขึ้นกับฝ่ามือใหญ่ ส่งเสียงสะอื้นอย่างไม่อายใคร...
"ไม่มีทางไหนเลยจริงๆหรอฮะ?...ผ่าตัดหรืออะไรก็ได้... "
"มันจะเสี่ยงเกินไปครับ...เพราะหากผ่าตัดอาจกระทบโดนส่วนอื่นได้...อีกทั้งเนื้อเยื่อของคนไข้ถูกทำลายเกินกว่าจะลองเสี่ยงทำการผ่าตัดครับ.. "
"...แล้ว...เขา..จะ..พูดได้อีกถึงเมื่อไรฮะ? "
"อย่างช้าสุดก็คงจะเป็นหนึ่งเดือน...พยายามอย่าให้คนไข้ใช้เสียงจะดีที่สุด...ยังไงผมต้องขอตัวก่อน...หมอเสียใจด้วยจริงๆนะครับ... "
"ฮึก...ฮึก...ฮือ.... "
"ร้องทำไมครับ?คนดี? "เสียงแหบแห้งของคนร่างใหญ่ถามขึ้นอย่างอ่อนโยน..มือเย็นเฉียบอีกข้างถูกยกขึ้นลูบหัวคนตัวเล็กอย่างรักใคร่...
"ฮึก...ฮึก... "ทงเฮไม่ตอบอะไร เอาแต่ร้องไห้ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองคนรักด้วยซ้ำ...ในใจมีแต่คำพูดวนเวียนด่าทอตนเอง...
เป็นเพราะตัวเขาแท้ๆ...ทั้งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่อเมริกา เพราะคิบอมมาส่งเขาถึงบ้านในตอนค่ำหลังจากเลิกชมรมของโรงเรียน และก็โดนลอบทำร้ายจนตัวเองโดนมีดแทงเข้าที่คอบาดเจ็บอย่างสาหัส...แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์..แต่เพราะความเข้าใจผิดและไร้เหตุผลของเขาอีกนั่นแล่ะ ที่ตัดสินคนรักด้วยอารมณ์ชั่ววูบทิ้งคนรักและกลับมายังบ้านเกิดของตน...จนทำให้คิบอมไม่ได้รับการรักษา...และสุดท้าย...
เขาจะได้ยินเสียงคนรักของเขาอีกเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งเดือน....
กรรมคงตามสนองแล้วสินะ...
"ไม่ต้องร้องหรอกครับ ทงเฮ..ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย"คิบอมพูดปลอบอย่างใจดี...ควบคุมไม่ให้น้ำเสียงต้องสั่นเครือ...แต่ก็ยากเหลือเกินในเมื่อสุขภาพของเขาไม่ให้ความร่วมมือสักนิด...
"ผมหิวแล้วล่ะ...ป้อนข้าวต้มผมหน่อยนะ"
ร่างเล็กเมื่อได้ยินก็พยายามกลั้นน้ำตาตัวเองที่ไหลอย่างต่อเนื่องให้หยุดอย่างไร้ผล...ร่างสูงเองก็พยายามอย่างยากลำบากเช่นกัน...ที่จะไม่ให้น้ำตาลูกผู้ชายต้องไหลต่อหน้าคนรัก...เพราะไม่อยากให้ทงเฮต้องรู้สึกผิดไปมากกว่านี้...ทั้งๆที่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขาไม่ได้เกี่ยวกับร่างเล็กเลย...
เขาโดนลอบทำร้าย...เหตุการณ์ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้...และก่อนที่เขาจะตัดสินใจหนีมาเกาหลี สุขภาพเสียงของเขาก็แย่ลงมาโดยตลอดเพราะไม่ยอมไปหาหมอรักษาเอง...
......
...........
วันรุ่งขึ้นเมื่อร่างสูงตื่นขึ้นก็แทบพลันลุกจากเตียงไม่ทัน เมื่อตื่นมาแล้วไม่พบร่างเล็กที่นอนกอดทั้งคืน...ริมฝีปากกำลังขยับจะเปล่งเสียงเรียกคนรัก...แต่ก็รู้สึกปวดร้าวไปทั่วลำคอ...เสียงที่หลุดออกมานั่นแผ่วเบายิ่งกว่ากระซิบ...
"ทง..ทงเฮ... "
"ทง..ฮึก..ทงเฮ"
เสียงแหบแห้งดังลอดริมฝีปากหนาแผ่วเบา...ขายาวพยายามพยุงร่างกายตัวเองให้ลุกจากเตียงอยากยากลำบาก...
"คิบอม! "
"ทำอะไรน่ะฮะ?! "ร่างเล็กที่เพิ่งไปซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อมาเป็นอาหารเช้าส่งเสียงเรียกคนรักอย่างตกใจ...ก่อนที่จะรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างสูงให้นอนลงกับเตียงเหมือนเดิม
"ไปไหนมา.... "เสียงแผ่วเบาแหบแห้งจนน่าใจหายถามขึ้น..
"ไปซื้อของกินมาฮะ..แล้วก็นี่...เมื่อวานตอนคิบอมหลับแล้ว ผมนั่งทำนี่ให้"ร่างเล็กว่าพลางเจื้อแจ้วไปเรื่อย...ก่อนจะวางถุงของกินที่เต็มล้นสองมือลงบนโต๊ะและหยิบเอากระดาษการ์ดบางอย่างออกมาจากลิ้นชัก...
ในสายตาของคิบอมมันช่างเหมือนแผ่นคำศัพท์ที่เอาไว้ให้เด็กฝึกอ่านยังไงยังงั้น...
"ต่อไปนี้คิบอมจะต้องพูดน้อยๆจะได้หายเร็วๆ เข้าใจมั้ยฮะ? "คนน่ารักพูดด้วยสีหน้าจริงจังทำเอารอยยิ้มบุ๋มลึกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของร่างสูงอย่างห้ามไม่ได้...
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการ์ดคำศัพท์เหล่านี้ล่ะครับ? หืม? "
"ก็..นี่นะ การ์ดพวกนี้จะมีคำที่แบบต้องใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆเช่น ถ้าผมถามคิบอมว่ากินข้าวรึยัง? คิบอมก็แค่ใช้ป้ายนี้กับอันนี้ยกขึ้น.... "ทงเฮว่าพลางชูการ์ดที่เขียนว่า กินแล้ว กับ ยัง ขึ้นมา
ร่างเล็กอธิบายคำอื่นไปเรื่อย ส่วนใหญ่จะเป็นคำตอบที่ใช้ตอบคำถามประจำวัน เช่น อาบน้ำรึยัง? วันนี้สบายดีมั้ย? อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?.. สำหรับคำตอบอันหลังนี้จะมีเมนูโปรดของคิบอมอยู่หลายอย่างบนแผ่นกระดาษการ์ดแต่ละอัน...และก็มีคำถามทั่วไปอื่นๆอีกมากมายที่ร่างเล็กพยายามคิดว่าคิบอมต้องใช้ตอบบ่อยๆ...
"วิธีนี้จะดีที่สุด แถมไม่ต้องเสียเวลาเขียนเอาทุกครั้งด้วย สะดวกดี ว่ามั้ยฮะ? "ทงเฮถามร่างสูงหลังจากอธิบายวิธีการใช้การ์ดเหล่านั้นคร่าวๆ
คิบอมไม่ตอบอะไร เพียงแต่อมยิ้มและควานหาการ์ดใบหนึ่งก่อนชูขึ้น...
ครับ
ทงเฮยิ้มกับการกระทำของร่างสูงก่อนจะหันไปคว้าถุงอาหารข้างๆ..
"งั้นกินข้าวกันดีกว่า ผมซื้อของมาเยอะแยะเลยนะ"ว่าแล้วกำลังจะเดินไปหยิบจานมาใส่อาหารแต่ก็โดนร่างสูงเรียกไว้เสียก่อน...
"ทงเฮ... "
"ฮะ? "
"ผมว่าทงเฮลืมคำนึงที่ผมใช้ทุกวันเลยนะ"
"เห?"
"แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะคำนั้นผมอยากพูดเองมากกว่า ถึงแม้จะไม่มีเสียงจะพูดก็เหอะ"
"คำไหนหรอฮะ?"
ร่างสูงยิ้ม
"ผมรักทงเฮนะ"
...........
....................
สวนหลังมหาลัย
"หลบมาอยู่นี่อีกแล้วนะฮะ... "
"อ่าว..จุนซูเองหรอ? "
"เดี๋ยวนี้พี่ยูชอนมาที่นี่บ่อย หนีใครมารึเปล่าฮะ? "
ร่างสูงได้ฟังโลมาแซวก็อมยิ้ม...
"ก็น้า พี่ว่าพี่มาที่นี่ทุกวันก็เจอจุนซูแทบทุกวันเลย ช่วงนี้ทะเลาะกับยอกแจหรอ? "
"ผมถูกทิ้งต่างหาก..ไปจีบใครอยู่ก็ไม่รู้ บอกก็ไม่ยอมบอก ทิ้งเพื่อนกันซะอย่างนั้น"จริงๆแล้วนั่นเป็นเพียงเหตุผลส่วนเล็กต่างหาก เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้ผมมาที่นี่ทุกวันก็คนที่นั่งอยู่แถวๆนี้ไงล่ะ
"อ๋อ...เหมือนกันเลยสินะ... "
"อย่ามาล้อเล่นซะให้ยาก...พี่ยูชอนเนี่ยนะถูกทิ้ง..ผมขอพนันกับลูกมะพร้าวหมดโลกเลยเอ้า! "
"งั้นโลกนี้คงจะไม่เหลือมะพร้าวให้จุนซูได้กินแล้วล่ะ"
ร่างสูงหันหน้ามาตอบ สีหน้าระบายยิ้มน้อยๆก่อนหันหน้าไปอีกทางขณะที่ลมกำลังพัดมา...
เซียหันหน้ากลับมาจมปลักกับความรู้สึกที่ต่อสู้กันอยู่ภายในใจตนเอง...
หัวใตเต้นรัวจนเหมือนจะกระเด็นออกมาให้ได้...
แบบนี้..
หมายความว่า...
พี่แจจุง...
.
ไม่นะ..
เราจะดีใจไม่ได้....
เราต้องช่วยพี่ยูชอนสิ
...
แต่...
ถ้าเป็นแบบนี้...
แปลว่าเราก็ยังมีหวังใช่มั้ย??....
.
.
.
"ไม่หิวหรอฮะ? "
"ก็นิดหน่อยนะ... "
"ผมซื้อข้าวมาเผื่อพี่ยูชอนด้วย...กินหน่อยนะฮะ"
"จุนซูซื้อมาทั้งที ไม่กินได้ไงล่ะจริงมั้ย? "
เซียส่งห่อข้าวให้มิกกี้ พลางอดคิดอย่างเจ็บปวดไม่ได้...
ถึงปากจะคุยกับผม...
แต่ใจไม่เคยไม่คิดถึงพี่แจจุงเลยใช่มั้ย?...
แม้มือจะยื่นมารับของ..
แต่สายตาไม่แม้แต่จะหันมองเลยสักนิด...
แค่เพียงตอนนี้...
ผมยังแทรกไม่ได้เลยหรอ?..
"เห้อ..... "จู่ๆมิกกี้ก็ถอนหายใจออกมาขณะกำลังจะยกช้อนที่ตักข้าวพูนเกือบเต็มช้อนลงกับห่อข้าวดังเดิม...
เรี่ยวแรงมันหายไปไหนหมดนะ...
แค่หยิบจับอะไรก็พาจะสั่นไปหมด...
กะอีแค่รักครั้งแหรอ?...
เราเป็นได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ?..
ปาร์ค ยูชอน
"จุนซูไม่กินหรอ? "
โลมาน้อยเพียงแต่ส่งยิ้มให้เท่านั้นเป็นคำตอบ...
ผมก็ไม่มีแรงที่จะหยิบจับอะไรเหมือนกันนั่นแล่ะฮะ....
แค่รักคนที่ไม่ได้รักก็ว่าทรมานเจียนตายแล้ว....
แต่เห็นคนที่แอบรักคิดถึงแต่คนที่เขาแอบรัก...
ก็เหมือนกับกำลังยืนอยู่บนตึกพร้อมกระโดดทุกเมื่อนั่นแล่ะ...
แค่ยืนมองพื้นเบื้องล่าง...
ก็เจ็บได้โดยไม่ต้องสัมผัส....
"ฉันต้องทำยังไงดีล่ะ จุนซู"
"ทำยังไงถึงจะได้คนที่ฉันรักมา"
"ทำยังไง?..เขาถึงจะเห็นฉันในสายตาบ้าง? "
"ต้องทำยังไงดี? "ร่างสูงถามออกมาอย่างหมดเปลือก คำถามที่คั่งค้างในใจเรียงคิวต่อแถวกันออกมาอย่างขบวนรถไฟ...
ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันมากไปกว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง....
แต่เขากลับไว้ใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอย่างไม่อาย...
แต่หารู้ไม่ว่าคำถามเหล่านั้น....
กับอีกคนให้ความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังส่องกระจกเงาบานหนึ่งตรงหน้าตัวเอง...
ถ้าผมรู้...
ผมจะมาทนนั่งเจ็บแบบนี้ทำไมกัน?...
เพราะเราต่างคนก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของกันและกันเลย....
"จุนซู? เป็นอะไรรึเปล่า? "
"ร้องไห้ทำไมครับ? "ร่างสูงว่าพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้คนตัวเล็กที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด....สีหน้างุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นที่สุด...
ยังไงถ้าไม่บอกความในใจออกไป....
สักวันมันก็คงต้องระเบิดออกมา...
และตอนนี้..มันก็ไม่เหลือวิธีอะไรอีกที่จะปกปิดมันต่อไปได้แล้ว...
"ผมรักพี่ยูชอน"
"......!!"
"ตั้งแต่วินาทีแรกที่พี่เข้ามาทักผม...จนถึงวินาทีที่พี่บอกให้ผมบอกวิธีที่จะทำให้คนที่แอบรักหันมามองพี่... "
มือใหญ่ค่อยๆละออกจากพวงแก้มชมพูระเรื่อที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตา...
"ในตอนนี้พี่เป็นฝ่ายถูกรัก อาจหาคำตอบให้กับคำถามที่พี่ถามผมมาก็ได้นะฮะ... "
ทำแบบนี้..
พี่ยูชอนก็จะได้รู้คำตอบที่พี่อยากรู้...
และคำตอบสำหรับผมด้วย...
ทำยังไงถึงจะได้คนที่ฉันรักมา
ทำยังไง?..เขาถึงจะเห็นฉันในสายตาบ้าง?
เมื่อฟังคำสารภาพรักของร่างบางแล้วร่างสูงยิ้มก็แค่นยิ้มให้กับตัวเอง
"คำตอบไม่ยากเลยจริงๆ... "
"ต่อให้ทำยังไง แจจุงก็คงไม่หันมามอง...แบบนั้นสินะ"
ตอนนี้เขาเข้าใจความรู้สึกแจจุงอย่างชัดเจน...
เพราะตัวเขา ต่อให้ทำยังไง...
มิกกี้ก็รู้ตัว..
ว่าไม่อาจหันมามองเซียได้
ก็เหมือนแจจุงที่คงไม่มีวันหันมามองเขาเช่นกัน
ยังไงพี่ยูชอนก็คงไม่หันมามองผมเหมือนกันสินะฮะ...
.
.
.
ณ โรงพยาบาล
"ไม่ต้องส่ายหัวกลุ้มใจแบบนั้นหรอกครับหมอ"
"ผมก็พอรู้ว่าผมจะพูดได้อีกไม่นาน ก็แค่บอกผมมาว่าผมเหลือเวลาอีกแค่ไหน ผมจะได้เตรียมใจไว้ก่อนได้ไงครับ"
หลังจากการตรวจร่างกายของคิบอมแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลชื่อดังก็อดแอบลอบถอนหายใจไม่ได้
จริงอยู่ว่าอาการภายนอกของร่างสูงดูเหมือนดีขึ้น...แต่ภายในกลับไม่ได้ดูมีแววว่าจะดีขึ้นตาม...หมอมือเก่งกลับกลุ้มใจว่าหนึ่งเดือนอาจเป็นเวลาที่ยาวนานเกินไปสำหรับสภาวะร่างกายของคิบอมไปเสียแล้ว...
"ว่ายังไงล่ะครับ? ครึ่งปี ห้าเดือน สามเดือน หรือ.... "
"....พรุ่งนี้ล่ะครับ? "
คุณหมอมองหน้าร่างสูงก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะคิดหาคำพูดที่ดูเหมือนจะให้คำตอบที่ถูกที่สุดออกมา...
"ก็คงไม่ผิดจากที่คุณคิบอมพูดไปนักหรอกครับ"
"รวมไปถึงไอที่บอกว่าพรุ่งนี้ด้วยงั้นหรือครับ? "
"......."
"ว่าไงล่ะครับ? "
"หมอรับปากอะไรไม่ได้จริงๆ...ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสุขภาพและ.... "หมอเว้นระยะคำ ไม่อยากจะพูดคำนี้ออกไปมากนัก เพราะมันดูจะขัดกับเหตุผลของทางการแพทย์และเป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนไข้ด้วย...แต่ถ้าหากมัวหลีกเลี่ยง ยังไงคนไข้รายนี้ก็คงเค้นจนให้เขาต้องบอกอยู่ดี..
"และโชคของคุณ"
"...."
"หมอรู้ว่ามันฟังอาจไร้เหตุผล แต่มันก็มีบ้างในบางกรณีของคนไข้...ถึงแม้ภายนอกร่างกายจะดูแข็งแรง..แต่จากสภาวะที่เช็คเมื่อวานกับวันนี้...เนื้อเยื่อถูกทำลายลงไปมาก...จากการประมาณครั้งก่อนคือเดือนนึง แต่จากที่เห็นวันนี้....หมอไม่แน่ใจจริงๆ.. "
"ไม่แน่ใจว่าจะครบเดือนนึงหรือเปล่าน่ะหรือครับ? "
"...."
"บอกมาเถอะครับ ผมทำใจได้นานแล้วเรื่องแบบนี้"
"เอ่อ...หมอขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกันนะครับ..."
.
..
"หิวมั้ย? คุณป้ามีทำกับข้าวทิ้งไว้ก่อนไปนิ"
"...."
"จะกินอะไรมั้ยล่ะ? เดี๋ยวฉันไปตักมาให้"
"อือ... "
"กินไรล่ะ? "
"....อือ..ห๊ะ นายพูดว่าอะไรนะ? "
"เห้ออ....นี่นายมีสติเหลืออยู่กับตัวบ้างมั้ยห๊ะ? "
"แบบนี้ฉันไม่ทนต่อไปแล้วนะ"
ชางมินที่อดทนมานานระเบิดขึ้น...ทนไม่ไหวที่เห็นเพื่อนสนิทตัวเองนั่งเหมือนวิญญาณหลุด ตอบบ้างเงียบบ้าง เดี๋ยวก็เอ๋อบ้าง...เป็นมานานเกินกว่าจะนิ่งเฉยได้อีก..
เนื่องจากมืกกี้กับซีวอนติดงานอยู่ที่มหาลัยจึงกลับมาก่อนกันสองคน อีกทั้งแม่ของแจจุงก็ติดธุระไปข้างนอก ชางมินจึงถือโอกาสเปิดฉากกันไปข้าง..
เพราะถ้ารอนานกว่านี้ อาการของเพื่อนเขาต้องหนักข้อกว่านี้เป็นแน่...แค่นี้ก็ยากจะรับมือพอดูอยู่แล้ว..ทำเป็นไม่ใส่ใจมานาน...แต่คงละเลยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว...
"นายจะเป็นแบบนี้ไปอีกถึงเมื่อไร? "
"...แบบนี้ หมายความว่าไง? "
"ก็แบบนี้แล่ะ เพ้อ เอ๋อ พูดไม่รู้เรื่อง เพราะกลุ้มใจในทางที่นายตัดสินใจเอง"
"....."
"เห้อ...ทรมานไม่ใช่หรอ? "หลังจากระเบิดอารมณ์ไปตู้มใหญ่ ชางมินก็สงบสติตัวเองลงก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับเพื่อนรัก
"ถ้านายตัดสินใจแบบนี้ คนที่เจ็บไม่ใช่แค่ยูชอน หรือยุนโฮหรอกนะ...นายเองต่างหากที่เจ็บไปด้วย แถมเป็นคนที่เจ็บที่สุดอีกต่างหาก... "
"แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง...นายก็รู้ว่าฉันไม่ไว้ใจใครอีกแล้ว...ต่อให้เป็นยูชอนก็เถอะ...และฉันก็ไม่อยากให้ความหวังกับเขาทั้งๆที่ฉันยังลืมยุนโฮไม่ได้อยู่แบบนี้"
"แล้วเมื่อไรนายจะลืมได้? "
"ฉันก็อยากให้มันเป็นพรุ่งนี้ ไม่ก็ชม.ต่อจากนี้ได้..ก็ยิ่งดี"
"แล้วนายคิดแบบนี้มากี่ครั้งแล้วล่ะ? ถ้าให้ฉันเดานายก็จะคิดแบบนี้ต่อไปจนชั่วชีวิตแน่ๆ"
"แล้วจะให้ฉันทำยังไง? "เด็กหนุ่มเงยหน้าถามอย่างท้อแท้...
ใช่ว่าไม่กลุ้มใจ...
ใช้ว่าไม่เจ็บ...
แต่เจ็บจนไม่รู้จะทำยังไงได้อีกแล้ว....
"ฉันรักยุนโฮ ไม่ว่ายังไงก็ยังรัก...แต่จะให้กลับไป มันก็ไม่ได้อีกแล้ว... "ไม่ว่าเมื่อไรประโยคนี้มีผลกับเขาเสมอ....น้ำตาอดไม่ได้ที่จะเอ่อนองล้นดวงตาสวย...
"แล้วนายจะเป็นแบบนี้ต่อไป อย่างนั้นสินะ? "
"แล้วฉันจะทำยังไงได้?... "
"...คำตอบมันมีอยู่ตั้งนานแล้วไม่ใช่หรอ?...เพียงแต่นายไม่ยอมรับมันต่างหากล่ะ"
".."
"ปากนายก็บอกว่าจะไม่กลับไปหายุนโฮอีก...แต่กลับไม่ยอมมีรักใหม่ นายแค่หาข้ออ้าง นั่นไม่ใช่เพราะนายไม่อยากลืมยุนโฮไม่ใช่หรือไง.... "
"ที่พูดไม่ได้อะไรหรอกนะ ทุกอย่างมันอยู่ที่นายตัดสินใจเอง ว่าอยากจะจมอยู่แบบนี้ หรือเริ่มต้นใหม่...ถ้านายคิดอยากจะปฏิเสธคำตอบที่มีทนโท่ในใจนายอยู่ ก็ควรจะเริ่มชีวิตใหม่จริงๆซะ เรื่องเก่าๆก็เก็บไว้เป็นความทรงจำและบทเรียน... "
"อยู่แบบนี้ต่อไป ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกนะ แจจุง... "
"...."
"ฉันเป็นห่วงนาย...ว่าจะไม่ยุ่ง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวนายเอง อยากให้นายตัดสินใจเลือกทางของตัวเอง...แต่ฉันก็ทนไม่ไหวที่ต้องเห็นนายเจ็บปวดแบบนี้... "
"ฉันลืมไม่ได้.... "น้ำตาที่เอ่อนองหยดลงเมื่อตาสวยกะพริบ...
ไม่ใช่ไม่อยากลืมเลย...
แต่เพราะรู้ตัว....
ว่าลืมไม่ได้....
ร่างโปร่งบางอีกคนมองสีหน้าอมทุกข์ของเพื่อนรักก็จนใจ...ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้นอกเสียจากเขยิบตัวเข้าหาก่อนที่จะเอื้อมกอดร่างขาวเล็กสุดแรง...
ก็เพราะรู้ว่านายลืมไม่ได้...
ถึงอยากให้นายตัดสินใจไปเลย...
ว่าจะไม่ลืม...
หรือไม่ลืมยังไงล่ะ...
"ความรัก บางครั้งมันก็อธิบายไม่ได้หรอกนะ...ต่อให้นายเจ็บอีกสักกี่ครั้ง บางทีมันก็ไม่รู้สึกหรอก...ไม่ว่านายจะตัดสินใจเลือกทางไหน ฉันจะอยู่เคียงข้างนายเสมอนะ... ."
...........
............................
"คิบอมมมมมม วันนี้ผมซื้อของโปรดคิบอมมาเยอะแยะเลยนะฮะ...มีทั้งแกง...อ่าว??..คิบอมไปไหนหรอฮะ? "ร่างเล็กส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาก่อนตัวตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาในห้องเอ่ยถามนางพยาบาลอย่างงงวยเมื่อเห็นเธอกำลังทำความสะอาดและพับเก็บผ้าปูเตียง...
"เอ่อ...คนไข้ห้องนี้แจ้งออกจากโรงพยาบาลแล้วค่ะ"
ตึก ตึก ตึก...
ไม่รอช้าร่างเล็กออกตัววิ่งออกจากโรงพยาบาลชื่อดังอย่างไม่รีรอ...มือเล็กคอยปาดน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมาเป็นระยะ...จุดหมายคือห้องพักที่เขาย้ายออกมาจากคอนโดเพื่อมาอยู่กับด้วยกันกับคิบอม
ขาเล็กวิ่งไม่หยุดจนมาถึงหน้าประตูห้องพักที่ไม่ได้กลับมานาน...
มือขาวเล็กเปิดประตูเข้าไปอย่างมีความหวัง...
ไม่ต้องกลัว...
เราจะกลัวอะไร....
ถ้าคิบอมไม่ได้อยู่โรงพยาบาลก็ต้องอยู่ที่นี่แล่ะ...
แต่ไอ้ใจเต้นผิดปกตินี่มันอะไรกันนะ...
แล้วลางสังหรณ์ ความรู้สึกแปลกๆนี่อีกล่ะ...
ฟุบ!
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้...
ภายในห้องโล่งและว่างเปล่า..
แม้กระทั่งในห้องนอน ตู้เสื้อผ้า ของทุกอย่างของคนรัก...
ไม่เหลืออะไรเลย...
ร่างเล็กทรุดตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง...น้ำตาแข่งกันไหลออกมาเป็นสายก่อนจะพลันไปสะดุดกับมือถือคุ้นตาเครื่องหนึ่งและกระดาษสีขาวใบหนึ่งวางข้างกัน...
ในกระดาษเขียนประโยคไม่กี่ประโยคด้วยลายมืออันคุ้นตา...
ขอโทษที่อยู่ดูแลไม่ได้อีกแล้ว..ทั้งๆที่เคยสัญญาไว้
ผมขอโทษนะ
คิบอม
ร่างเล็กเหลือบไปมองมือถือที่ถูกตั้งหน้าจอเป็นเหมือนที่ให้เล่นอัดเสียง...
นิ้วเรียวกดปุ่มบนมือถือเพื่อเล่นเสียง...และเมื่อได้ฟังเพียงแค่ประโยคนั้นร่างเล็กก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก นอกจากฟุบหน้าลง ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา และส่งเสียงสะอื้นอย่างไม่อายใคร...
"คิบอมรักทงเฮนะ"
.
.
.
"บอกมาเถอะครับ ผมทำใจได้นานแล้วเรื่องแบบนี้"
"เอ่อ...หมอขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกันนะครับ... "
"ถ้าจะยึดผลตรวจวันนี้เป็นหลัก..ก็คงไม่เกินสามวันครับ"
ร่างสูงยิ้มเยาะเย้ยสมเพชตัวเอง
เวลาไม่เหลือให้กันเลยสินะ...
....
..........
ไม่รู้นานเท่าไรที่ร่างสูงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง...สายตาเลื่อนลอยมองก้อนเมฆและท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย...ก่อนจะหันกลับมาและสะดุดเข้าที่มือถือเครื่องหรูของตน
คำๆนี้เท่านั้น...
ที่ไม่ว่ายังไงก็อยากให้ได้ยินเป็นเสียงเสมอ...
"อ้าว กลับมาแล้วหรอจ๊ะ?...แล้วคนอื่นๆไปไหนกันหมดล่ะ?... "หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของบ้านเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เมื่อสอดสายตามองหาคนอื่นๆที่ปกติต้องกลับมาด้วยกันกับลูกชายของตน แต่กลับไม่เห็นเงาใครสักคนเดียว
"พวกเขา...เอ่อ...ไปกินไอติมกันนะฮะ พอดีผมขอตัวกลับมาก่อน...ถ้าแม่ไม่ว่าอะไร ผมขอตัวขึ้นห้องก่อนนะฮะ"ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบจ้ำอ้าวขึ้นชั้นสองทันที
"อะไรของเขานะ?... "ผู้เป็นแม่บ่นอย่างงงหนักขึ้นเป็นสองเท่าตัว
ถ้าเป็นคนอื่นกลับมาบ้านแล้วบอกลูกชายของตนไม่กลับบ้านเพราะมัวแต่นั่งกินไอติม มันจะน่าเชื่อถือซะมากกว่า เพราะปกติแล้วแจจุงชอบกินไอติมเป็นชีวิตจิตใจ ใครๆก็รู้...
นางคิมส่ายหัวด้วยความงุนงงก่อนที่กำลังจะหันหลังกลับเข้าห้องครัว...แต่ก็มีเสียงเรียกขึ้นจากประตูบ้าน
"คุณน้าฮะ...แจจุงกลับมาแล้วรึยังฮะ? "เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เพิ่งมาถึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายเล็กน้อย...
"มาแล้วจ้ะ เมื่อกี๊นี่เอง ขึ้นไปบนห้องแล้วล่ะ"
เมื่อได้คำตอบเด็กหนุ่มไม่รอช้า ถอดรองเท้าหน้าบ้านเสร็จก็รีบสาวเท้ายาวๆของตนพุ่งไปยังห้องของเพื่อนรักทันที ตามติดมาด้วยซีวอนและมิกกี้ที่ดูจะรีบร้อนกว่าใครอื่น...
ก๊อกๆๆ
"แจจุง...เข้าไปหน่อยได้มั้ย? "
.....ไร้เสียงตอบกลับจากภายในห้อง
"แจจุง.... "ชางมินเรียกซ้ำอีกครั้งพลางเคาะประตูไปอีกสองสามที แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็ยังเป็นความเงียบเช่นเดิม...
หลังจากพยายามต่ออีกครู่หนึ่ง ก็คิดว่ามันไร้ผล...ทั้งสามจึงตัดสินใจเดินลงมาข้างล่างด้วยใจห่อเหี่ยว...
"งั้นผมกลับบ้านก่อนก็แล้วกัน...ยังไงฝากยูชอนช่วยดูแจจุงหน่อยนะฮะ"ชางมินพูดขึ้นเมื่อเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว....
"อะไรกัน? ไม่เห็นฝากฉันมั่งล่ะ"คนที่ยืนตัวสูงอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียง(ที่ฟังก็รู้ว่าแกล้งทำเป็น)น้อยใจ
"อย่างนาย อยู่ห่างๆจะดีที่สุด...ก่อนจะทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้ "คนตัวเล็กกว่าหันมากัดตอบ...ก่อนจะหันไปพูดกับร่างสูงที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
"ฝากหน่อยละกันนะฮะ...ผมไปล่ะ"ยิ้มน่ารักแถมอีกที ก่อนจะเดินไปลาแม่ของแจจุงและเดินไปใส่รองเท้าที่หน้าประตูบ้านโดยแกล้งทำเป็นไม่เห็นสายตาจากคนรักที่จ้องมา...
"จะไม่ไปส่ง? "มิกกี้ชำเลืองมองเพื่อนตัวเองด้วยหางตา..ปากอมยิ้มเล็กๆตามสไตล์
ซีวอนไม่ตอบอะไร เพียงแต่มองมิกกี้ด้วยหางตาเช่นกันก่อนจะถอนหายใจและเดินไปที่ประตูบ้าน
มิกกี้ขำกับท่าทางของซีวอนอย่างห้ามไม่อยู่...
คิดจะให้ชางมินง้อหรอ?
ไม่มีทางหรอกมั้ง...
ร่างสูงเดินฉับๆผ่านร่างโปร่งบางก่อนจะฉวยคว้าหนังสือของคนรักมาถือไว้เองและเดินห่างออกไป....
ชางมินอมยิ้มขำเล็กๆ...
ตลอดทางกลับบ้าน...ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไร...จะมีก็ซีวอนที่แอบชำเลืองมองชางมินเป็นบางครั้ง เพื่อหวังว่าจะได้ยินคำง้อน่ารักๆจากคนรักบ้าง...
แต่ก็คงต้องผิดหวัง เพราะนอกจากร่างเล็กจะไม่สนใจแล้ว...ซ้ำยังเดินน้ำหน้าเขาไปอีกแน่ะ....
ไม่คิดจะมองหน้ากันเลยใช่มั้ยน่ะห๊ะ?
"ถึงแล้วขอหนังสือคืนด้วย"
ซีวอนเล่นตัวเล็กน้อยไม่ยอมคืนให้ เพื่อหวังว่าคนรักจะพูดอะไรบ้าง...
ก็นี่เล่นเงียบตลอด...
จนถึงบ้านก็ยังไม่พูดอะไรเลย....
ชักหงุดหงิดแล้วนะ....
"ไม่ให้ก็ไม่เป็นไร เอาไปให้ที่มหาลัยด้วยก็แล้วกัน"ว่าแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวกลับ...มือเรียวกำลังจะผลักประตูให้เปิดออก...แต่กับโดนมือใหญ่ดันให้ปิดและก่อนที่คนตัวเล็กจะได้ทำอะไร ก็โดนดันติดกับประตูบ้านซะแล้ว...
"จะไม่พูดอะไรสักนิดเลยหรอ? "ถามไม่พอ ยังเอาหน้ารุกจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้ชางมินได้หายใจอีกแน่ะ...
"ก็จะให้พูดอะไรล่ะ? "ชางมินถามยิ้มๆ ไม่รู้สึกรู้สาอะไร...
คนตัวสูงไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ...ต้อนจนตัวเองหมดหนทางทุกอย่าง...แต่ร่างเล็กกับไม่แสดงปฏิกิริยาอะไร...จึงถอยตัวออกมา...ยัดหนังสือใส่มือเรียวเล็ก ก่อนจะหมุนตัวกลับ...แต่ทว่า...
"เข้าไปในบ้านก่อนมั้ย? "
.
.
.
.
ร่างสูงที่นั่งกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นสองเพื่อไปดูอาการแจจุงอีกครั้ง...
ตอนแรกกะว่าซีวอนกลับมาเมื่อไร ค่อยขึ้นไปด้วยกันอีกที...แต่นี่รอแล้วรอเล่า อีเพื่อนบ้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะกลับมา...และคนข้างบนก็ไม่คิดจะลงมาเช่นกัน...
กว่าร่างสูงจะพาตัวเองมาถึงหน้าห้องของร่างบางก็กินเวลาไปเกือบสิบกว่านาที...เพราะมัวแต่ชั่งใจว่าจะขึ้นมาดีรึเปล่า...แต่พอเมื่อมาถึงประตู ก็เห็นว่าประตูนั้นเปิดแง้มไว้อยู่ ร่างสูงจึงถือวิสาสะแอบเดินเข้าไป...
เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ก็เห็นร่างบางนอนขดอยู่บนเตียง..ตาสวยที่เปื้อนน้ำตาหลับพริ้ม...มือเล็กสองข้างกำแน่นเข้าที่ผ้าห่มแม้ว่าจะหลับแล้วก็ตาม....
มือใหญ่กำลังจะจับเข้าใบหน้าสวยของร่างบาง...แต่ก็ทำได้เพียงเปลี่ยนไปจับเข้าที่ผมดำสลวยแทน..
ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะคิดอย่างเจ็บปวด...
เป็นฉันแทนได้มั้ย?
ให้ฉันได้ดูแลนายเถอะนะ...
.
.
.
วันรุ่งขึ้น...
บ้านแจจุง
"สวัสดีฮะคุณน้า แจจุงตื่นรึยังฮะ? "เสียงสดใสของเด็กหนุ่มดังขึ้นจากประตูบ้าน...
"อ้าวสวัสดีจ้ะ มาแต่เช้าเลยนะชางมิน...แจจุงยังไม่ลงมาเลยจ้ะ ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว...เห้อ ไม่รู้เป็นอะไรของเขา... "
"หรอฮะ? แล้วซีวอนกับยูชอนละฮะ? "
"อยู่หลังบ้านน่ะจ้ะ กินข้าวกันอยู่ วันนี้มีโปรแกรมไปไหนกันหรอจ๊ะ? "
"วันนี้พวกเราต้องไปซื้ออุปกรณ์ทำรายงานน่ะฮะ....ยังไงผมขอตัวไปหาสองคนนั้นก่อนนะฮะคุณน้า"
"จ้ะ"
.........
................
"อ๊ะ.... "ระหว่างทางที่กำลังเดินไปหลังบ้าน...ก็เดินชนกับใครคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากประตูห้องน้ำ...เด็กหนุ่มลูบจมูกตัวเองป้อยๆ...ก่อนจะหันมองคนที่เดินชน...และแทบจะทันทีที่ตาสวยจะส่งค้อนวงโตให้กับคนตรงหน้า...
"เจ็บนะ"
"ก็ระวังหน่อยสิ...แล้วนี่มาซะเช้าเชียว เจ้าแจจุงยังไม่ตื่นเลย"ซีวอนค่อยๆใช้นิ้วคลึงจมูกโด่งเล็กนั่นก่อนจะคว้ามือเล็กหวังจะจับจูงมือเดินไปด้วยกัน
"ปล่อยเลย เดินเองได้"แต่มีหรอ? ที่ชางมินจะยอมอะไรให้ง่ายๆ...เหอะๆ
"อ้าว ชางมิน...มาแล้วหรอ? "มิกกี้ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังตักข้าวต้มเข้าปาก เอ่ยถามเมื่อเห็นชางมินกำลังเดินเข้ามา...
"ก็เห็นอยู่ ถามอะไรโง่ๆล่ะวะ? "ไม่ใช่ชางมินหรอกที่ตอบ แต่เป็นคนข้างๆที่ชิงตอบแกมด่าไปซะเองต่างหาก...และนั่นจึงโดนศอกของชางมินเข้าไปเต็มๆ
"พอดีตื่นเช้าแล้วนอนไม่หลับแล้วน่ะฮะ อีกอย่างอยากมาหาแจจุงด้วย เห็นคุณน้าบอกว่าไม่ได้ลงมาเลยตั้งแต่ตอนเย็น"
"ป่านนี้นอนตายไปแล้วมั้ง "ซีวอนว่าพลางเดินอ้อมมาทางด้านหลังของมิกกี้และคว้าช้อนตักข้าวต้มเข้าปากหน้าตาเฉย...
"เดี๋ยวผมขึ้นไปดูหน่อยละกันนะฮะ"ชางมินพูดกับมิกกี้เหมือนไม่ได้ยินเสียงของคนรัก...ก่อนจะหมุนตัวกลับ เดินขึ้นบันไดไป....
.
.
.
เมื่อชางมินมาถึงหน้าห้องก็พบว่าประตูเปิดแง้มอยู่...เจ้าตัวจึงเดินเข้าไป...แล้วก็พบกับแจจุงที่นอนอยู่บนเตียง...สีหน้าขาวซีด...
"แจจุง...หว๋า ทำไมตัวร้อนแบบนี้ล่ะ? "เด็กหนุ่มอุทานขึ้นเมื่อจับเข้าที่แขนของเพื่อนรักแล้วรู้สึกถึงอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ...
"อื้อ...ชางมินหรอ? "ร่างบางที่อยู่บนเตียงขยับตัวเล็กน้อย เมื่อรู้สึกโดนรบกวน...
"นี่แจจุงตื่นก่อน...ตัวนายร้อนมากเลยนะ ให้ตายเหอะ..."ชางมินพยายามคลายเสื้อผ้าชุดนักศึกษาของเมื่อวานออก ก่อนจะจัดเพื่อนรักให้นอนเข้าที่เข้าทาง...
"เดี๋ยวมานะ ฉันไปเอาผ้ากับน้ำอุ่นแปปนึง"
ร่างโปร่งรีบพุ่งไปทีห้องน้ำก่อนจะรีบรองน้ำอุ่นพร้อมกับผ้าสะอาดมาเช็ดตัวให้กับคนป่วยที่นอนไม่ได้สติบนเตียง...
"ขอบใจนะ ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย"ร่างเล็กเอ่ยขอบใจพลางส่งยิ้มให้...ถึงไข้จะยังไม่ลด แต่ก็สบายตัวขึ้นมาก....
"ว่าแต่ วันนี้จะไปซื้อของทำรายงานกันนี่นะ"
"ป่วยแบบนี้ยังคิดจะไปอีกหรอ?...อยู่บ้านเนี่ยล่ะ....รู้มั้ยว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงกันแค่ไหน....เห้อ...อยู่นี่แล่ะ เดี๋ยวเจอแดดก็ได้เป็นลมไปอีก"
"ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย... "
"ไม่ต้องเลย ไปซื้อแปปเดียวเอง เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เดี๋ยวนายจะได้ทำงานจนลืมป่วยแน่ๆ"
"เอางั้นก้ได้... "
"หิวมั้ย?...เดี๋ยวก่อนไป ฉันจะบอกคุณน้าให้ทำอะไรให้กิน"
"หิวสิ... "ร่างเล็กว่าพลางทำปากปลาทองแก้มป่อง มือเล็กยกขึ้นลูบท้องของตน...
"นายนี่นะ...ไม่ไหวเลย...งั้นเดี๋ยวฉันไปก่อนละกัน..ไว้จะรีบกลับมานะ"
"อื้อ"
..........
....................
เด็กหนุ่มร่างเล็กผิวขาวในเสื้อสีน้ำเข้มพอดีตัวกับกางเกงสามส่วนสีขาว...กำลังเดินผ่านเส้นทางเส้นหนึ่ง...ที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคย ตาโตค่อยสอดส่องสองข้างทาง มือหนึ่งถือแผนที่เล็กๆ...อีกมือคอยซับเหงื่อจากใบหน้าเนื่องจากอากาศตอนสายๆค่อนข้างจะร้อนไม่ใช่น้อย...
และแล้วเท้าเล็กก็หยุดลงตรงที่บ้านหลังหนึ่ง...ชั่งใจอยู่สักครู่ก่อนจะกดออดที่หน้าประตูบ้าน...
"มาหาใครคะ? "หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งออกมาเปิดประตูพลางต้อนรับอย่างสุภาพ...
"เอ่อ...ไม่ทราบว่าที่นี่บ้านของแจจุงรึเปล่าครับ? "
"เดินเร็วๆหน่อยมั้ยห๊ะ? มันสายมากแล้วนะ ป่านนี้แจจุงรอจนเหงือกห้อยย้อยแล้วมั้งเนี่ยยย.... "
"ซีวอนนนนนนนนน ช้าได้อีกใช่มั้ย!?... "
เสียงเล็กแหวชายหนุ่มตัวโตคนรักที่เดินเอื่อยเฉื่อยอย่างกะเด็กสองขวบ....
"ก็ของมันหนักนี่... "
"เห๊อะ!"ชางมินว่าพลางหันหลังไปส่งค้อนให้กับคนข้างหลังที่ถือของเต็มสองมือ ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเขามากนัก เพียงแต่ของส่วนใหญ่ที่เขาถือมันหนักน้อยกว่าเท่านั้นเอง...
แค่นี้ทำเป็นอ่อนแอ...ทำตัวยังกะหญิงสาวตัวอ้อนแอ้นงั้นแล่ะ..ถึกซะขนาดนี้ บ่นไปหมีไปได้...ตอนแรกใครใช้ให้หยิบไปหมดเองล่ะ พอจะหิ้วก็มาแย่งไปซะงั้น สมแล้วไม่ล่ะ เห๊อะ...เด็กหนุ่มไม่วายนึกด่าคนรักตัวเองในใจ...
"ชางมิน~~~"..น่ะ อ้อนอีกแล้ว...
"เห้ย ไอซีวอน ถ้ามึงยังไม่เลิกทำน้ำเสียงอ้อนปาตีนแบบนั้นอีกล่ะก็ กูจะเอาตีนยันหน้ามึงจริงๆนะ"มิกกี้ผู้อดทนมานานบอกขึ้น...กูก็หิ้วหนักไม่ต่างจากมึงเลยนะเว้ยยยย!??
และทั้งสามก็ใช้เวลาอีกไม่ถึงอึดใจดีก็มายืนอยู่ตรงรั้วบ้านสีเขียวทองของบ้านแจจุงเป็นที่เรียบร้อย...เมื่อเข้าบ้านแต่ละคนก็นั่งหอบแตกพักหายใจกันใหญ่...
"เห้อ..กว่าจะถึง...เล่นเอาลิ้นห้อยเลย"เด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งบอกพร้อมทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม มือเรียวยกขึ้นพัดระบายความร้อน...
"อ้าว..กลับกันมาแล้วหรือจ๊ะ?...ร้อนกันล่ะสิ...จะดื่มอะไรหน่อยมั้ย? จะได้มีเรี่ยวมีแรงก่อนทำงาน... "แม่แจจุงผู้แสนใจดีเอ่ยถามขึ้นอย่างอ่อนโยนเมื่อเดินออกมาจากห้องครัวแล้วเห็นสภาพเพื่อนทั้งสามของลูกชายที่หอบจนลิ้นจะห้อยยาวลากถึงประตูหน้าบ้านได้แล้ว...
"ไม่เป็นไรฮะ..เดี๋ยวพวกเราขอตัวขึ้นไปทำงานก่อนเลยดีกว่า...สายมากแล้ว... "
"เอางั้นหรอ?..ก็ได้จ้ะ ตามใจ..อ้อ..เมื่อกี๊เห็นมีเพื่อนแจจุงมาด้วยแน่ะ แม่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะ ตัวเล็กๆหน่อย ไม่รู้ว่ากลับไปรึยัง แต่แม่ว่าน่าจะยังอยู่ข้างบนนะ..ยังไงพวกลูกขึ้นไปกันก่อนเลยนะจ๊ะ....เดี๋ยวแม่ไปเตรียมของว่างแล้วเดี๋ยวจะเอาขึ้นไปให้.. "นางคิมพูดเสร็จก็หันหลังหายตัวเข้าไปหลังบ้านทันที ไม่ทันสังเกตถึงสีหน้าของแต่ละคนที่แทบจะเก็บลิ้นกันไม่ทันเลยทีเดียว...
"เพื่อนหรอ?...จะมีใครอีกล่ะ ก็ที่มหาลัยก็มีแค่พวกเราที่รู้จักบ้านแจจุงนี่น่า.... "ชางมินเพื่อนสนิทของคนร่างเล็กเอ่ยกล่าวทันที.
หรือว่า...
จะเป็น...
"ไม่รู้เหมือนกันแฮะ....เห้...นายจะไปไหนน่ะ ยูชอน!"
ชายหนุ่มที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาไม่ได้ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น....เมื่อสิ้นประโยคของแม่แจจุง...มิกกี้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง...ขายาวเรียวของเจ้าตัวพาเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองทันที โดยที่ไม่สนใจเสียงเรียกของอีกคน...
บานประตูสีขาวห้องของแจจุงปิดสนิท...มือเรียวของมิกกี้เอื้อมไปที่ลูกบิดประตูก่อนเปิดแง้มออก...เผยให้เห็นร่างบางที่นั่งหันหลังให้เขา...มือเรียวขาวต่างถูกยกจับต้นแขนสองข้างวางอยู่ด้านหน้าคล้ายท่ากอดอก..ดวงหน้าหันออกไปทางหน้าต่างที่มีแสงแดดส่องสว่างลอดม่านเข้ามา...
เป็นไปตามที่เขาคิด...
แม้ร่างบางจะไม่ได้หันมาเผชิญหน้ากับเขาอยู่....
แต่เขาก็บอกได้ว่า...
แจจุง...
กำลังร้องไห้...
แผ่นหลังที่ดูเหมือนนิ่งเฉย...
ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว...
มือสองข้างที่ร่างเล็กใช้จับแขนตัวเองอยู่นั้น....
ก็เพื่อบังคับตัวเองไม่ให้สั่นจากการร้องไห้โดยการยึดแขนตัวเองเป็นที่มั่น....
นั่นคือสาเหตุที่บางครั้งเขาสังเกตเห็นรอยแดงที่แขนของคนตัวเล็กนั่นเอง...
มิกกี้มองหลังของคนที่แอบรักด้วยดวงตาเศร้าสร้อย...
อยากเข้าไปปลอบ....
อยากเข้าไปดูแล...
แต่ขายาวเจ้ากรรมกลับก้าวไม่ออก....
เพราะกลัวว่าถ้าหากโดนปฏิเสธ...
เขายอมที่จะมองและดูแลจากทางด้านหลังเพียงแค่นี้ยังจะดีซะกว่า...
ดวงตาคมละสายตาจากแผ่นหลังนั่น ก่อนจะหลุบต่ำลงพื้นอย่างคนหมดหวัง...แต่แล้วสิ่งที่เกินจะคาดคิดภายในสมองของมิกกี้ก็เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งตัว...
"ยูชอน... "
"ช่วย...ฮึก...ช่วยฉันทีสิ....ฮึก... "
"มันเจ็บ...เจ็บไปหมดแล้ว....ตรงนี้มันเจ็บเหลือเกิน... "
จู่ๆร่างเล็กก็ขานชื่อของมิกกี้ด้วยน้ำเสียงท้อแท้หมดหวัง...มือเล็กกุมเข้าที่อกข้างซ้ายตลอดเวลาที่พูดคำว่า..เจ็บ....ดวงหน้าขาวเปรอะเปื้อนได้ด้วยน้ำตาไหลรินจากดวงตาสวยอย่างไม่อาจห้ามได้...
ไม่ต้องเสียเวลาให้เรียกครั้งที่สอง...มิกกี้มุ่งตรงไปที่ร่างเล็กและสวมกอดทันที...
มือเล็กขาวของอีกคนกำจิกแน่นเข้าที่เสื้อของร่างสูง ใบหน้าซบลงตรงอกกว้างอย่างไม่อายใคร...ขอบตาช้ำร้อนผ่าวไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินอย่างต่อเนื่อง...เมื่อยิ่งคิดถึงประโยคของคนที่จากไปเมื่อสิบนาทีก่อนก็ยิ่งทำให้ร้องหนักขึ้นไปอีก...
.
.
.
"ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนเลยว่า ผมมาที่นี่ไม่มีใครบอกให้มา และผมมาโดยที่ไม่มีใครรู้... "
"แจจุงไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ เพียงแค่ให้เวลาผมนาทีเดียว เพื่อจะพูดในสิ่งที่ผมอยากพูดมาตลอด... "
"ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ผมผิดเองที่ยึดยุนโฮเอาไว้เป็นที่พึ่งของผมคนเดียวโดยไม่ได้คิดถึงใครคนอื่น ผมรู้ว่ามันเป็นการเห็นแก่ตัวที่ยากจะให้อภัยได้ และผมก็ไม่ขอให้แจจุงให้อภัยผม...แต่ผมขออย่างเดียว...กรุณาให้โอกาสยุนโฮอีกสักครั้ง...เพราะถ้าเพียงแต่ไม่มีผมสักคน พวกคุณก็คงไม่เป็นแบบนี้...ไม่ใช่ว่ายุนโฮโลเล..หรือจับปลาสองมือ...แต่เพราะใกล้ชิดและความสนิทสนม รวมถึงปัญหาที่ผมมี มันเป็นสาเหตุทำให้คุณสองคนต้องเข้าใจผิดกัน... "
"ผมมั่นใจ ยุนโฮไม่เคยรักผม เขาเพียงแต่สงสารผม...เท่านั้นเองจริงๆนะฮะ... "
"ยุนโฮไม่เคยลืมแจจุง และไม่เคยเลิกรักแจจุง...และมันจะไม่มีวันนั้น.... "
.
.
.
ตกลงทุกวันนี้ที่ฉันทำไปทั้งหมด...
มันเพื่ออะไร?..
ทำไม..
ทำไม..
ทำไมนายถึงต้องเข้าใจผิด...
ทำไมตอนนั้นถึงเลือกทงเฮ...ไม่ใช่ฉัน..
ถ้าเพียงแต่ครั้งนั้นนายเลือกฉัน....
ฉันจะไม่มีวันไปจากนาย...
เป็นไปตามที่เขาคิด...
แม้ร่างบางจะไม่ได้หันมาเผชิญหน้ากับเขาอยู่....
แต่เขาก็บอกได้ว่า...
แจจุง...
กำลังร้องไห้...
แผ่นหลังที่ดูเหมือนนิ่งเฉย...
ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว...
มือสองข้างที่ร่างเล็กใช้จับแขนตัวเองอยู่นั้น....
ก็เพื่อบังคับตัวเองไม่ให้สั่นจากการร้องไห้โดยการยึดแขนตัวเองเป็นที่มั่น....
นั่นคือสาเหตุที่บางครั้งเขาสังเกตเห็นรอยแดงที่แขนของคนตัวเล็กนั่นเอง...
มิกกี้มองหลังของคนที่แอบรักด้วยดวงตาเศร้าสร้อย...
อยากเข้าไปปลอบ....
อยากเข้าไปดูแล...
แต่ขายาวเจ้ากรรมกลับก้าวไม่ออก....
เพราะกลัวว่าถ้าหากโดนปฏิเสธ...
เขายอมที่จะมองและดูแลจากทางด้านหลังเพียงแค่นี้ยังจะดีซะกว่า...
ดวงตาคมละสายตาจากแผ่นหลังนั่น ก่อนจะหลุบต่ำลงพื้นอย่างคนหมดหวัง...แต่แล้วสิ่งที่เกินจะคาดคิดภายในสมองของมิกกี้ก็เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งตัว...
"ยูชอน... "
"ช่วย...ฮึก...ช่วยฉันทีสิ....ฮึก... "
"มันเจ็บ...เจ็บไปหมดแล้ว....ตรงนี้มันเจ็บเหลือเกิน... "
จู่ๆร่างเล็กก็ขานชื่อของมิกกี้ด้วยน้ำเสียงท้อแท้หมดหวัง...มือเล็กกุมเข้าที่อกข้างซ้ายตลอดเวลาที่พูดคำว่า..เจ็บ....ดวงหน้าขาวเปรอะเปื้อนได้ด้วยน้ำตาไหลรินจากดวงตาสวยอย่างไม่อาจห้ามได้...
ไม่ต้องเสียเวลาให้เรียกครั้งที่สอง...มิกกี้มุ่งตรงไปที่ร่างเล็กและสวมกอดทันที...
มือเล็กขาวของอีกคนกำจิกแน่นเข้าที่เสื้อของร่างสูง ใบหน้าซบลงตรงอกกว้างอย่างไม่อายใคร...ขอบตาช้ำร้อนผ่าวไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินอย่างต่อเนื่อง...เมื่อยิ่งคิดถึงประโยคของคนที่จากไปเมื่อสิบนาทีก่อนก็ยิ่งทำให้ร้องหนักขึ้นไปอีก...
.
.
.
"ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนเลยว่า ผมมาที่นี่ไม่มีใครบอกให้มา และผมมาโดยที่ไม่มีใครรู้... "
"แจจุงไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ เพียงแค่ให้เวลาผมนาทีเดียว เพื่อจะพูดในสิ่งที่ผมอยากพูดมาตลอด... "
"ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ผมผิดเองที่ยึดยุนโฮเอาไว้เป็นที่พึ่งของผมคนเดียวโดยไม่ได้คิดถึงใครคนอื่น ผมรู้ว่ามันเป็นการเห็นแก่ตัวที่ยากจะให้อภัยได้ และผมก็ไม่ขอให้แจจุงให้อภัยผม...แต่ผมขออย่างเดียว...กรุณาให้โอกาสยุนโฮอีกสักครั้ง...เพราะถ้าเพียงแต่ไม่มีผมสักคน พวกคุณก็คงไม่เป็นแบบนี้...ไม่ใช่ว่ายุนโฮโลเล..หรือจับปลาสองมือ...แต่เพราะใกล้ชิดและความสนิทสนม รวมถึงปัญหาที่ผมมี มันเป็นสาเหตุทำให้คุณสองคนต้องเข้าใจผิดกัน... "
"ผมมั่นใจ ยุนโฮไม่เคยรักผม เขาเพียงแต่สงสารผม...เท่านั้นเองจริงๆนะฮะ... "
"ยุนโฮไม่เคยลืมแจจุง และไม่เคยเลิกรักแจจุง...และมันจะไม่มีวันนั้น.... "
.
.
.
ตกลงทุกวันนี้ที่ฉันทำไปทั้งหมด...
มันเพื่ออะไร?..
ทำไม..
ทำไม..
ทำไมนายถึงต้องเข้าใจผิด...
ทำไมตอนนั้นถึงเลือกทงเฮ...ไม่ใช่ฉัน..
ถ้าเพียงแต่ครั้งนั้นนายเลือกฉัน....
ฉันจะไม่มีวันไปจากนาย...
ฉันจะต้องทำยังไง?...
บอกฉันที...
มันเจ็บ...
เจ็บไปหมดแล้ว...
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน...
ก็มีแต่คำว่าเจ็บปวด...
อยากจะกลับไป...
แต่ก็กลัว...
แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป...
ฉันก็จะเป็นแบบนี้....
จะยังรักนายแบบนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง..
พระเจ้า...
บอกผมที...
บอกผมทีว่าควรทำยังไง...
"อย่าร้องเลยนะ...อย่าร้อง "ชายหนุ่มร่างสูงปลอบด้วยน้ำเสียงที่พยาพยามคุมไม่ให้สั่นเครือ...มือใหญ่กอดตอบแน่นที่สุดเท่าที่ทำได้...ดวงตาคมปิดลงเพื่อซ่อนความเศร้าและเสียใจที่ตนมีไม่ต่างจากร่างเล็กในอ้อมกอด...
เขาจะทำยังไงดี...
ไม่อยากให้คนคนนี้ต้องเจ็บอีกต่อไปแล้ว...
.
.
.
"จะไม่หยุดเรียนจริงๆหรอ? "
"ได้ไงล่ะ...พวกเราอุตส่าห์ทำโปรเจคกันแทบตายจนเสร็จ ฉันก็อยากรู้นิน่าว่าจะได้คะแนนออกมาเท่าไร....จะให้หยุดได้ไงล่ะจริงมะ?"เด็กหนุ่มร่างบางเอ่ยตอบร่างสูงที่ยืนทำสีหน้าไม่สบายใจอยู่หน้าประตูห้องนอนของเขาพร้อมๆกับส่องกระจกแต่งตัวไปด้วย...
อีกคนไม่พูดอะไร...ได้แต่ถอนหายใจภายในอก ดวงตาคมหลุบลงมองพื้นตามนิสัย...
เพิ่งหายจากไข้ไม่นานแท้ๆ...ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะจะทำยังไง?...
"เอาน่า ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วสักหน่อย ให้ฉันไปดูผลงานของพวกเราหน่อยเถอะนะ ยูชอน"ร่างบางเห็นท่าทางร่างสูงจึงละออกจากกระจกบานใหญ่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม...
"เห้อ...ตามใจ แต่ถ้ารู้สึกไม่ดีหรือยังไงต้องบอกนะ.. เข้าใจมั้ย?"มิกกี้จำใจยินยอมแต่ไม่วายกำชับกับคนตัวเล็กพลางยกนิ้วขึ้นทำท่าเหมือนดีดหน้าผากอย่างไม่จริงจังนัก...
"รู้แล้วน่า...ไปกันเหอะ เดี๋ยวอีกสองคนรอนานแล้วเดี๋ยวก็ได้บ่นอีก... "
........
......................
ที่มหาลัย
ในห้องล๊อกเกอร์เปลี่ยนเสื้อผ้า...
"เก้าสิบหก...เก้าสิบหกเองนะ...ให้ตายเหอะ พวกเราทำจนแทบตาย เลือดตาแทบกระเด็น อ้วกแทบกระอัก...ให้อีกสองคะแนนก็จะได้เอบวกแล้ว อึ๋ยยยย ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ... "
"เอาหน่าชางมิน...แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วนี่น่า ไว้คราวหน้าทำใหม่ก็ได้"แจจุงเอ่ยปลอบใจเพื่อนรักที่บ่นเรื่องนี้ตั้งแต่คาบแรกเมื่ออาจารย์ให้คะแนนโปรเจคของพวกเขา...จริงๆแล้วงานของพวกเขาแทบจะเรียกได้ว่าไร้ที่ติเลยก็ว่าได้...และยิ่งเมื่อเทียบกับชิ้นงานของคนอื่นๆแล้วล่ะก็...งานอื่นเรียกได้ว่าไม้จิ้มฟันไปเลย...แต่อาจารย์ก็สามารถหาที่ตำหนิและข้อผิดพลาดอยู่ดีนั่นแล่ะ...คะแนนที่ได้มาถึงจะสูงสุดของห้อง แต่ก็ยังคงไม่เป็นที่พอใจของชิม ชางมิน เด็กเรียนผู้มุ่งมั่นอยู่ดี...
"เชอะ งานหน้าจะเอาให้เกินร้อยเลยคอยดู...หึ"เด็กหนุ่มว่าอย่างจริงจังพลางเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างทุลักทุเลไปด้วย...
พวกเขาทั้งสี่คนลงวิชากรีฑาเป็นวิชาเลือกอิสระ ทุกวันที่มีลงเรียนหนังสือ ก่อนกลับบ้านทั้งสี่จะมาซ้อมวิ่งด้วยกัน..
"แล้วนี่จะลงเล่นหรอ?... "มิกกี้ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินมาถามคนตัวเล็กที่กำลังผูกเชือกรองเท้าอยู่...ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คนในห้อง คนส่วนใหญ่เปลี่ยนเสื้อกันเรียบร้อยและออกไปวอร์มร่างกายกันที่โรงยิมแล้ว รวมถึงซีวอนผู้รักวิชานี้เป็นชีวิตจิตใจด้วย...ปกติก็จะรอชางมินอยู่หรอก...แต่เพราะทนกับเสียงบ่นตลอดวันกับเรื่องโปรเจคที่ได้คะแนนเพียงแค่เอลบในความคิดของชางมินไม่ไหว ครั้งนี้จึงแอบแว๊บหายไปก่อนใครเพื่อน...
"ลงสิ...ฉันจะซ้อมวิ่งแล้วจะลงแข่งในงานกีฬาที่มหาลัยจนได้ถ้วยเลย คอยดู.. "คนตัวเล็กว่าพลางท่าทางประกอบทำเอาชายหนุ่มอีกคนอดที่จะอมยิ้มไม่ได้...
เพราะนายน่ารักแบบนี้...
ฉันถึงไปไหนไม่ได้ยังไงล่ะ...
ทั้งสี่วิ่งวอร์มอัพและซ้อมวิ่งกันอย่างขะมักเขม้น...เมื่อหมดชั่วโมงแล้วก็ยังคงไม่เปลี่ยนเสื้อ...ต่างก็วิ่งเล่นกันต่ออีกสักพัก...
บอกฉันที...
มันเจ็บ...
เจ็บไปหมดแล้ว...
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน...
ก็มีแต่คำว่าเจ็บปวด...
อยากจะกลับไป...
แต่ก็กลัว...
แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป...
ฉันก็จะเป็นแบบนี้....
จะยังรักนายแบบนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง..
พระเจ้า...
บอกผมที...
บอกผมทีว่าควรทำยังไง...
"อย่าร้องเลยนะ...อย่าร้อง "ชายหนุ่มร่างสูงปลอบด้วยน้ำเสียงที่พยาพยามคุมไม่ให้สั่นเครือ...มือใหญ่กอดตอบแน่นที่สุดเท่าที่ทำได้...ดวงตาคมปิดลงเพื่อซ่อนความเศร้าและเสียใจที่ตนมีไม่ต่างจากร่างเล็กในอ้อมกอด...
เขาจะทำยังไงดี...
ไม่อยากให้คนคนนี้ต้องเจ็บอีกต่อไปแล้ว...
.
.
.
"จะไม่หยุดเรียนจริงๆหรอ? "
"ได้ไงล่ะ...พวกเราอุตส่าห์ทำโปรเจคกันแทบตายจนเสร็จ ฉันก็อยากรู้นิน่าว่าจะได้คะแนนออกมาเท่าไร....จะให้หยุดได้ไงล่ะจริงมะ?"เด็กหนุ่มร่างบางเอ่ยตอบร่างสูงที่ยืนทำสีหน้าไม่สบายใจอยู่หน้าประตูห้องนอนของเขาพร้อมๆกับส่องกระจกแต่งตัวไปด้วย...
อีกคนไม่พูดอะไร...ได้แต่ถอนหายใจภายในอก ดวงตาคมหลุบลงมองพื้นตามนิสัย...
เพิ่งหายจากไข้ไม่นานแท้ๆ...ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะจะทำยังไง?...
"เอาน่า ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วสักหน่อย ให้ฉันไปดูผลงานของพวกเราหน่อยเถอะนะ ยูชอน"ร่างบางเห็นท่าทางร่างสูงจึงละออกจากกระจกบานใหญ่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม...
"เห้อ...ตามใจ แต่ถ้ารู้สึกไม่ดีหรือยังไงต้องบอกนะ.. เข้าใจมั้ย?"มิกกี้จำใจยินยอมแต่ไม่วายกำชับกับคนตัวเล็กพลางยกนิ้วขึ้นทำท่าเหมือนดีดหน้าผากอย่างไม่จริงจังนัก...
"รู้แล้วน่า...ไปกันเหอะ เดี๋ยวอีกสองคนรอนานแล้วเดี๋ยวก็ได้บ่นอีก... "
........
......................
ที่มหาลัย
ในห้องล๊อกเกอร์เปลี่ยนเสื้อผ้า...
"เก้าสิบหก...เก้าสิบหกเองนะ...ให้ตายเหอะ พวกเราทำจนแทบตาย เลือดตาแทบกระเด็น อ้วกแทบกระอัก...ให้อีกสองคะแนนก็จะได้เอบวกแล้ว อึ๋ยยยย ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ... "
"เอาหน่าชางมิน...แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วนี่น่า ไว้คราวหน้าทำใหม่ก็ได้"แจจุงเอ่ยปลอบใจเพื่อนรักที่บ่นเรื่องนี้ตั้งแต่คาบแรกเมื่ออาจารย์ให้คะแนนโปรเจคของพวกเขา...จริงๆแล้วงานของพวกเขาแทบจะเรียกได้ว่าไร้ที่ติเลยก็ว่าได้...และยิ่งเมื่อเทียบกับชิ้นงานของคนอื่นๆแล้วล่ะก็...งานอื่นเรียกได้ว่าไม้จิ้มฟันไปเลย...แต่อาจารย์ก็สามารถหาที่ตำหนิและข้อผิดพลาดอยู่ดีนั่นแล่ะ...คะแนนที่ได้มาถึงจะสูงสุดของห้อง แต่ก็ยังคงไม่เป็นที่พอใจของชิม ชางมิน เด็กเรียนผู้มุ่งมั่นอยู่ดี...
"เชอะ งานหน้าจะเอาให้เกินร้อยเลยคอยดู...หึ"เด็กหนุ่มว่าอย่างจริงจังพลางเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างทุลักทุเลไปด้วย...
พวกเขาทั้งสี่คนลงวิชากรีฑาเป็นวิชาเลือกอิสระ ทุกวันที่มีลงเรียนหนังสือ ก่อนกลับบ้านทั้งสี่จะมาซ้อมวิ่งด้วยกัน..
"แล้วนี่จะลงเล่นหรอ?... "มิกกี้ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินมาถามคนตัวเล็กที่กำลังผูกเชือกรองเท้าอยู่...ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คนในห้อง คนส่วนใหญ่เปลี่ยนเสื้อกันเรียบร้อยและออกไปวอร์มร่างกายกันที่โรงยิมแล้ว รวมถึงซีวอนผู้รักวิชานี้เป็นชีวิตจิตใจด้วย...ปกติก็จะรอชางมินอยู่หรอก...แต่เพราะทนกับเสียงบ่นตลอดวันกับเรื่องโปรเจคที่ได้คะแนนเพียงแค่เอลบในความคิดของชางมินไม่ไหว ครั้งนี้จึงแอบแว๊บหายไปก่อนใครเพื่อน...
"ลงสิ...ฉันจะซ้อมวิ่งแล้วจะลงแข่งในงานกีฬาที่มหาลัยจนได้ถ้วยเลย คอยดู.. "คนตัวเล็กว่าพลางท่าทางประกอบทำเอาชายหนุ่มอีกคนอดที่จะอมยิ้มไม่ได้...
เพราะนายน่ารักแบบนี้...
ฉันถึงไปไหนไม่ได้ยังไงล่ะ...
ทั้งสี่วิ่งวอร์มอัพและซ้อมวิ่งกันอย่างขะมักเขม้น...เมื่อหมดชั่วโมงแล้วก็ยังคงไม่เปลี่ยนเสื้อ...ต่างก็วิ่งเล่นกันต่ออีกสักพัก...
"เดี๋ยวฉันไปล้างหน้าหน่อยนะ...ไม่ไหวละ ร้อนจะแย่"แจจุงที่เพิ่งวิ่งไล่ชางมินเกือบสามสี่รอบสนามใหญ่ๆเอ่ยขอตัว...ก่อนจะรีบแว๊บไปแถวหลังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีตู้น้ำเย็นตั้งอยู่....
"อ๊ะ...เอาอีกละ แย่จริงเลย"คนตัวเล็กอุทานอย่างตกใจเมื่อจู่ๆล้างหน้าแล้วคอนแทคของตนก็หลุดออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตาโตที่มีเลนส์ใส่อยู่อีกข้างพยายามเพ่งมองหาตามที่พื้นอย่างยากลำบาก...
"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ปิดตาให้สนิท ไม่ก็ให้ถอดคอนแทคออกไปก่อนเลยเวลาจะล้างหน้าน่ะ"เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นเยื้องไปทางด้านข้างหลังของตัวเล็กไม่ไกลนัก...เมื่อแจจุงหันหน้าไปก็พบเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นพร้อมๆกับมือใหญ่ที่ยื่นออกมา บนมือมีคอนแทคที่เจ้าตัวกำลังมองหาอยู่...
"ครั้งที่แล้วกว่าจะหาเจอก็ปาไปเกือบชม. ยังไม่เข็ดเลยจริงๆนะ"
".........."
ร่างบางไม่เอ่ยปากพูดอะไร...สายตาไม่แม้จะมองไปที่คอนแทคในมือของคนร่างสูงด้วยซ้ำ...
"เป็นอะไรไป เอาไปใส่สิ เดี๋ยวก็ปวดตาหรอก...ครั้งที่แล้วนายปวดมากเลยไม่ใช่หรอ พอไม่ได้ใส่นานๆแล้วค่อยไปใส่อีกทีน่ะ... "
"........."
เหมือนเดิม...สิ่งที่ร่างบางให้มีเพียงแต่ความเงียบงำ...ใบหน้าหวานเบือนไปอีกทาง ปากบางเม้มแน่น...
"แจจุง..เป็นอะไรล่ะ...เอาไปใส่สิ...เดี๋ยวนายจะเคืองตาเปล่าๆ...ครั้งที่แล้วที่ไปหาหมอ.... "
"พอสักที!...นายเลิกพูดถึงอดีตได้แล้ว... "ร่างเล็กที่อดทนมานานหันหน้ากลับมา พลางขึ้นเสียงใส่...
"นายคิดว่าพูดถึงแต่อดีตแล้วมันจะช่วยอะไรได้งั้นหรอ?...นายทิ้งฉันนานเกินไปจนฉันลืมเรื่องพวกนั้นหมดแล้วล่ะ....ขอตัวก่อนนะ"แจจุงหันตัวกลับทันที...
อย่านะ...
อย่าเพิ่งร้อง....
ไม่ใช่ตอนนี้....
"เดี๋ยวสิ!...แจจุง...ฟังฉันก่อน... "
"ฉันฟังนายมามากพอแล้ว... "
"ฉันจะไม่ยอมแพ้....ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจ...ฉันจะแสดงให้นายเห็นว่าฉันรักนายแค่ไหน...ฉันจะไม่เลิกรักนาย...ได้ยินมั้ย? ฉันจะไม่มีวันเลิกรักนาย!.. "ร่างสูงพูดไล่หลังคนที่กำลังเดินจากไป...และไม่ลืมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำกับตนเอง..
"ฉันรักนาย...แจจุง... "
แจจุงที่เดินหนีจากยุนโฮมา วิ่งเร่งฝีเท้าอย่างไม่คิดชีวิตจนมาหยุดลงแถวๆสวนหลังมหาลัย...ก่อนจะทรุดนั่งพิงต้นไม้ต้นใหญ่บริเวณนั้น.
ด้วยความเหนื่อยล้าจากการซ้อมวิ่งตลอดเย็น...และไหนยังจะเพิ่งฟื้นตัวจากไข้...ตอนนี้ร่างบางหอบหายใจแรง...สายตาเริ่มพร่ามัว...ไม่รู้เป็นเพราะน้ำตาที่ไหลรินหรือเพราะความเหนื่อยล้าของร่างกายกันแน่..
เสียงลมหายใจแผ่วเบาลงเรื่อยๆ...และขณะที่กำลังจะหมดสติ ร่างบางเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาทางเขา ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับวูบลง...
.
.
.
"อ่อนเพลียนิดหน่อยน่ะ คงพักผ่อนไม่พอ เดี๋ยวนอนสักพักก็คงหายแล้วล่ะ.. "
"ขอบคุณครับ"
"พอเขาตื่นแล้วให้กินยานี้นะ เดี๋ยวฉันต้องไปล่ะ มีธุระที่โรงพยาบาลน่ะ"
"ครับ"
ชายหนุ่มร่างสูงโค้งตัวอย่างมีมารยาทให้กับหมอที่ประจำอยู่ที่ห้องพยาบาลของมหาลัย เมื่อเธอเดินออกไปแล้วจึงหันกลับไปมองร่างบางที่นอนหลับตาพริ้มบนเตียง...
ร่างสูงเดินมาข้างเตียงก่อนจะทรุดตัวนั่งลง....มือใหญ่กุมเข้าที่มือขาวเล็ก..
"ฉันขอโทษ....ขอโทษนะแจจุง.."
ตึก ตึก ตึก !!!!!!!
ปัง!!!
"แจจุง!!!! "
ผู้มาใหม่วิ่งเปิดประตูห้องพยาบาลเข้ามา ก่อนจะผลุนผลันไปที่อีกข้างของเตียงร่างเล็กทันที..สีหน้าเป็นห่วงอย่างชัดเจน...แต่เมื่อสายตาสบเข้ากับคนตรงข้ามที่จับมือแจจุงอยู่ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว..
"นาย!!! นายทำอะไรแจจุง!!!"ว่าแล้วไม่พูดอย่างเดียว ตรงเข้ากระชากเสื้อของอีกคนอย่างไม่รอช้า
"นายใช่มั้ยที่ทำให้แจจุงเป็นแบบนี้???!!!เมื่อไรจะเลิกยุ่งกับแจจุงสักที...แค่นี้เขายังเจ็บไม่สะใจนายรึยังไง!!!?? "
""
"อยากเห็นเขาตายต่อหน้านายถึงจะพอใจใช่มั้ย?!!!... "
"นายคิดว่าฉันอยากให้มันเป็นแบบนี้รึไง?!!!"
"ฉันรักแจจุง ฉันจะแสดงให้เขาเห็น ยังไงฉันก็ไม่มีวันยอมแพ้"
"รักหรอ?...นายยังกล้าพูดคำนี้อีกหรอ? ทั้งๆที่นายเห็นสามเดือนกับคนอื่นดีกว่ารักสามปีของนาย...ยังงี้ยังเรียกว่ารักได้อีกอย่างงั้นเรอะ???!! "
"ใช่ฉันยอมรับว่าฉันมันโง่เอง...ฉันทำผิดพลาดไป....แต่ตอนนี้ฉันรู้ตัวแล้ว..และแจจุงก็ยังไม่มีใคร..ทำไมฉันจะพยายามอีกครั้งไม่ได้? หรือที่นายพูดมานี่ กลัวอะไรกันแน่?? "
"....."
"นายเองก็ชอบแจจุงไม่ต่างกันไม่ใช่มั้ยล่ะ?... "
"เพราะแบบนี้นายถึงได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเกินจำเป็นสินะ?? "
"นายหุบปากไปเลยนะ...ถึงยังไงฉันก็ไม่เคยทำให้แจจุงเสียใจ ไม่เหมือนนายที่แจจุงไว้ใจและรักมากที่สุด แต่นายกลับทรยศอย่างเลือดเย็น...แบบนี้นายยังมีหน้าจะกลับมาแล้วบอกว่ารักแจจุงอีกอย่างนั้นเรอะ? "
"ถ้าไม่ใช่เพราะทงเฮนายจะไป นายก็ยังคงดักดานไม่รู้อะไรสินะ มารู้ตัวตอนไม่เหลือใคร ไม่ทุเรศไปหน่อยหรอ? "
".........."
"เลิกยุ่งกับแจจุงซะ..ถ้านายยังรังควาญไม่เลิกล่ะก็...ฉันจะไม่อยู่เฉยอีกต่อไป"
"ฉันบอกแล้วไง... "
"ฉันรักแจจุง...และฉันจะไม่มีวันยอมแพ้"
ปัง!
หลังจากจบบทสนทนาดุเดือดนั่นแล้ว...ร่างสูงก็เดินออกไป ทิ้งท้ายให้มั่นใจอีกด้วยว่า ยังไงก็ไม่มีทางยอมถอนตัวง่ายๆแน่...
มิกกี้จ้องประตูห้องพยาบาลที่ถูกปิดไปแล้วอย่างไม่ลดละราวกับยุนโฮยังยื่นอยู่ตรงนั้น มือใหญ่กำแน่นด้วยอารมณ์ที่ครุกกรุ่น..
ชายหนุ่มหันตัวกลับ...และก็ต้องพบกับร่างเล็กที่ตื่นขึ้นนั่งบนเตียงเป็นที่เรียบร้อย
"แจจุง... "ความโกรธโมโหที่ตอนแรกมีนั้นพลันหายไปทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของคนตัวเล็กตรงหน้า...และไม่รอช้า ร่างสูงสาวเท้าเร็วๆไปที่เตียงทันที...
"ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?...เจ็บตรงไหนรึเปล่า?... "
"........"
"ลุกไหวมั้ย?...ชางมินคงกำลังมาแล้วล่ะ...เดี๋ยวกลับบ้านกันเลยละกันนะ"มิกกี้ว่าพลางพยายามพยุงร่างเล็ก แต่แจจุงกลับนิ่งไม่ขยับ...
"แจจุง...ทำไมหรอ? ยังไม่อยากกลับบ้าน?...หรือหิว?...จะไปหาอะไรกินกันก่อนกลับก็ได้นะ... "
"ขอโทษ"
"หือ?? "
"ขอโทษ..ฮึก.."
"แจจุง!.."
"ขอโทษ...ฮึก..ขอโทษ... "
ขอโทษ..
ขอโทษที่ฉันทำให้นายต้องเจ็บปวด...
ขอโทษที่ไม่เคยรู้อะไรเลย...
เพราะฉันคิดถึงแต่ตัวเองแท้ๆ...
ทำให้ฉันมองข้ามความรู้สึกของนายไป...
ขอโทษ..
ขอโทษนะยูชอน...
"ไม่ต้องขอโทษหรอก...ไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อย... "
ฉันเองต่างหากที่ผิด...
รัก...
ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นยังไง...
........
.............................
ห้องนอนแจจุง
"ยูชอน..วันนี้ขอบคุณมากนะ... "
"ไม่เป็นไรหรอก...ว่าแต่..นายไม่เป็นอะไรแน่นะ"
"อะ..อืม... "
"งั้นถ้ามีอะไร ฉันกับซีวอนอยู่ข้างล่างนะ"
"อืม... "
มิกกี้ทอดสายตามองร่างเล็กที่ถามคำตอบคำ สายตาเลื่อนลอยมองออกไปที่หน้าต่าง..สุดจะรู้ได้ว่าทอดมองไปที่ใด..
ร่างสูงสาวเท้าไปที่หน้าประตูห้อง...มือเรียวยาวเอื้อมจับเข้าที่ลูกบิดประตู....
"เป็นฉัน ไม่ได้หรอ? "
"ให้ฉันได้ดูแลนายจะได้มั้ย? "
จบประโยคร่างสูง..ใบหน้าเรียวเล็กก็ละจากหน้าต่างเบื้องหน้า..หันไปมองแผ่นหลังของคนที่อยู่อีกฟากของห้องช้าๆ...ดวงตาเบิกโตอย่างตกใจ..
"ฉันรักนาย"
"ฉะ..ฉัน... "
"นายยังไม่ต้องให้คำตอบก็ได้....ฉันจะรอ..รอจนกว่านายจะพร้อม.... "
"ยูชอน... "
"เดี๋ยวฉันจะลงไปเอานมขึ้นมาให้นะ.... "
"ขอโทษ... "
"หรือจะเอาคุ้กกี้ด้วยมั้ย?.. "
"ขอโทษ...ขอโทษ....ยังไงฉันก็คงรักยูชอนไม่ได้... "
"......."
ตาเรียวของชายหนุ่มปิดลง...มือใหญ่กำแน่นเข้าที่ลูกบิดราวกับจะบีบให้มันแตกเป็นเสี่ยงๆ..
"แล้วจะเอาอะไรอีกมั้ย? "
บทสนทนาที่สื่อสารกันคนละเรื่องคนละราว...
คนนึงพยายามพูดที่จะไม่ทำร้ายจิตใจ...
กับอีกคนที่พยายามพูดนอกเรื่อง..เพราะไม่อยากยอมรับความจริง..
แต่ผลที่ได้..
ต่างก็เจ็บปวดด้วยกันทั้งคู่..
ร่างบางเบือนหน้าเรียวขาวไปทางหน้าต่าง...น้ำตาที่รื้น..ไหลรินลงอ้ามแก้ม..
ฉันขอโทษนะยูชอน....
ถ้าเป็นนายได้ก็คงดีสินะ...
แต่เพราะร่างกายของฉัน...
มันไม่เคยลืมสัมผัสของอีกคน...
หัวใจฉัน
มันรักใครไม่ได้อีกแล้ว
"ฉันจะรอ..รอจนกว่านายจะลืมเขา ไม่ว่านานแค่ไหนก็จะรอ"หลังจากที่ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในห้องพักใหญ่ ร่างสูงจึงตัดสินใจพูดขึ้น...
"รอหรอ? อย่ารอเลย...นานแค่ไหนตัวฉันเองก็ยังตอบไม่ได้..มันไม่มีทางที่จะเป็นวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือมันอาจจะเป็นตลอดไปก็ได้นะ"
"ทำไมนายไม่ลองเปิดใจดูบ้าง? ลองให้โอกาสกับคนอื่นบ้าง...ได้มั้ย? "
แจจุงแค่นยิ้มกับตัวเองก่อนเอ่ยตอบออกไป
"นายอาจจะไม่เข้าใจ สำหรับบางคน...รักครั้งแรกมันไม่ได้ลืมง่ายๆหรอกนะ"
มันเปรียบเสมือนแผลเป็นที่ไม่มีวันลบเลือน...
ที่จะติดอยู่กับใจไปตลอด..
ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม...
ฉันไม่คิดจะซ้ำแผลเก่าให้มันลึกมากไปกว่านี้...
และก็ไม่คิดที่จะเพิ่มแผลใหม่ทั้งๆที่แผลเก่ายังปิดไม่สนิทเหมือนกัน...
ขอโทษนะยูชอน...
ขอโทษจริงๆ...
มิกกี้ก้มหน้าลง...มือใหญ่บีบแรงขึ้น..พลางคิดอย่างเจ็บปวด
ไม่เข้าใจอย่างนั้นหรอ?
ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ..แจจุง..
ในเมื่อนายเองก็เป็นรักแรกของฉัน...
ความเจ็บปวดของรักแรก..
มันไม่ได้เจ็บเพราะโดนคนรักบอกเลิกอย่างเดียวหรอกนะ...
รักแรกที่ถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่ม...
มันก็เจ็บไม่แพ้กัน...
.
.
.
ปัง!!
"เห้อ~~"
ทันทีที่ประตูปิดยุนโฮทรุดตัวลงหลังพิงกำแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง...สองมือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าของตนพร้อมถอนหายใจ...
ไม่ได้...
จะยอมแพ้ไม่ได้...
นี่มันเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น...
ร่างสูงทอดสายตามองออกไปยังหน้าต่างเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย...ความรู้สึกผิดปนเปไปกับความเจ็บปวดที่ได้รับ...
ตอนนั้นแจจุงจะเจ็บอย่างที่เขาเจ็บแบบนี้รึเปล่านะ?...
เหมือนหายใจไม่ออก...
หัวใจเหมือนไม่หยุดเต้นไปเลยก็เต้นรัวเสียจนเหมือนมันจะกระเด็นออกมา...
ไม่ว่าวินาทีใด...
ความรู้สึกก็มีแต่คำว่า
...เจ็บ...
ยุนโฮนึกย้อนไปถึงครั้งตอนที่เคยคุยกับคิบอมเมื่อไม่นานมานี้มากนัก...ก็ยิ้มเยาะหัวเราะให้กับตัวเองอย่างเสียไม่ได้...
.
.
.
"ฉันขอโทษนะ...ที่เคยพูดไม่ดีกับนายไปเมื่อครั้งก่อน"จู่ๆคิบอมก็เอ่ยขึ้นกับยุนโฮในตอนที่ทั้งสองยืนรับลมอยู่ที่ระเบียงเพียงแค่สองคน รออาหารเย็นที่ทงเฮกำลังลงมือทำในครัว...
"ไม่ต้องขอโทษหรอก...มันก็เป็นเรื่องจริงนินะ"
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...อย่างน้อยนายก็เป็นคนดูแลทงเฮ...ถ้าเป็นคนอื่น...ฉันไม่มั่นใจว่าจะมีวันนี้สำหรับฉันกับทงเฮอีกรึเปล่า... "
"ทงเฮน่ะ เขารักแต่นายมาตลอด...ไม่ต้องคิดมากหรอก "
"นายก็รักแต่แฟนเก่านายเหมือนกันนั่นแล่ะ... "
"ใช่...ฉันไม่เคยรู้สึกโง่ขนาดนี้มาก่อนเลย...ที่ฉันเลือกที่จะดูแลทงเฮ เลือกที่จะอยู่เคียงข้าง...นั่นก็เพราะอะไรหลายๆอย่างในตัวทงเฮเหมือนแจจุงจนน่าตกใจ...แต่ก็มีหลายๆเรื่องที่แจจุงไม่มี...ฉันเลยรู้สึกคุ้นเคยพร้อมๆกับเหมือนได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆไปด้วย.... "ร่างสูงพูดพร้อมเงยหน้ามองบนท้องฟ้า และยิ้มอย่างไม่รู้ตัว...
"แต่คนที่ทำให้ฉันยิ้มได้ไม่ว่าเมื่อไร...เพียงแค่นึกถึงก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล...มีแค่แจจุงคนเดียว... "
ตลอดหนึ่งปีที่อยู่กับทงเฮมา...
ใช่ว่าเขาจะไม่มีความสุข...
แต่เมื่อเขากลับมาพบแจจุงอีกครั้ง...
เขาจึงได้รู้ว่า...
เขาไม่ได้ลืมร่างบางเลยแม้สักวีนาทีเดียว...
"ยังไงฉันก็ขอให้นายเข้าใจกันเร็วๆก็แล้วกัน"
"ขอบใจนะ"
.
.
.
จะอีกหนึ่งปี สองปี หรือต่อให้อีกสิบปี...
เขาก็จะรอ...
รอจนถึงวันที่เขาจะกลับไปมีแจจุงเคียงข้างอีกครั้ง...
.....
............
เช้าวันรุ่งขึ้นร่างสูงตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่...แต่งตัวเสร็จตั้งแต่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะส่องแสงแตะแต้มขอบฟ้า เนื่องจากวันนี้ไม่มีเรียน เขาจึงตั้งใจจะแวะไปหาทงเฮที่คอนโดเพราะอีกเพียงสองอาทิตย์ร่างเล็กก็จะบินลัดฟ้ากลับอเมริกา และอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้...อีกทั้งช่วงอาทิตย์หน้าที่มหาลัยจะมีสอบติดกันหลายวัน เขาจึงคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะไปเยี่ยมทงเฮเป็นครั้งสุดท้าย...
เมื่อถึงหน้าประตูคอนโด ร่างสูงกดกริ่งพอเป็นพิธี แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีใครมาเปิดประตู ยุนโฮจึงลองบิดที่ลูกบิดประตู ประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นในห้องอันว่างเปล่า ไม่มีแม้เฟอร์นิเจอร์สักชิ้นเดียว...ร่างใหญ่นิ่งคิดพักใหญ่ก่อนที่จะรีบวิ่งออกจากห้องกดลิฟท์ลงไปยังชั้นล่างอย่างไม่รีรอ...
"ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคนที่ชื่อ ลี ทงเฮ ที่พักห้อง 709 ไม่อยู่ที่นี่แล้วหรอครับ? "
"สักครู่นะคะ"เสียงพนักงานประชาสัมพันธ์ประจำคอนโดหรูใจกลางเมืองกล่าวก่อนจะหันไปง่วนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์สักพักและให้คำตอบแก่ร่างสูงอย่างรวดเร็วทันใจ
"อ๋อค่ะ คุณ ลี ทงเฮ ได้ย้ายออกไปประมาณอาทิตย์ก่อนแล้วน่ะค่ะ"
"ขะ..ขอบคุณครับ"ร่างสูงตอบรับอย่างงวยงงก่อนที่กำลังจะหันหลังกลับ แต่ก็ถูกเรียกจากพนักงานคนเดิมซะก่อน...
"อ้อ..คุณใช่ คุณจุง ยุนโฮหรือเปล่าคะ? "
"ครับ"
"คุณลี ทงเฮ ได้ฝากนี่ไว้สำหรับคุณค่ะ"หญิงสาวยื่นจดหมายสีขาวซองหนึ่งที่ด้านหน้าเขียนชื่อของร่างสูงไว้...ยุนโฮยื่นมือไปรับพร้อมพึมพำกล่าวขอบคุณ ก่อนจะรีบเดินไปหามุมนั่งและแกะจดหมายเปิดอ่านทันที...
"สวัสดีฮะ ยุนโฮ...ผมต้องขอโทษที่ผมย้ายออกโดยไม่ได้บอกนะฮะ...พอดีมีเรื่องกระทันหันนิดหน่อย คิบอมต้องกลับบ้านด่วน ผมก็เลยตัดสินใจกลับพร้อมคิบอม...ขอโทษที่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ลายุนโฮเลย...แต่ยังไงผมก็ขอบคุณมากๆนะฮะ หนึ่งปีที่ผ่านมาที่ยุนโฮคอยอยู่เคียงข้างผมมาโดยตลอด ทั้งๆที่ผมแท้ๆเป็นตัวก่อนปัญหาให้ยุนโฮกับแจจุงต้องเข้าใจผิดกัน...และยังไปโดยไม่ได้ลาอีก...อย่าโกรธผมเลยนะฮะ...สุดท้ายนี้ขอให้ยุนโฮกับแจจุงปรับความเข้าใจกันได้เร็วๆ และมีความสุขมากๆนะฮะ
จาก ลี ทงเฮ.... "
เมื่อยุนโฮอ่านจบ..เขาไม่นึกโกรธร่างบางสักนิด...แต่ที่อยู่ในใจอย่างชัดแจ้งตอนนี้คือ เขาไม่ได้คิดอะไรกับทงเฮเลยจริงๆ...เพราะความรู้สึกตอนนี้ เขารู้สึกได้เลยว่า...ไม่มีความเจ็บปวดใดๆเลย เมื่อรู้ว่าทงเฮจากไป..
"น่าจะโทรมาบอกกันก่อนสิน้า... "ร่างสูงนั่งอีกสักพักก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากอาคารหรูแห่งนั้น...
ฉันจะต้องไม่ยอมแพ้..
เป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะ..
ทงเฮ...
..
..
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในโซล
"ทำแบบนี้ดีแล้วหรอ? ทงเฮ"
"ดีแล้วล่ะฮะพี่ ผมไม่อยากเป็นภาระให้กับเขาทั้งสองอีกแล้ว แจจุงกับยุนโฮต้องเข้าใจผิดและเลิกกันเพราะความไม่เอาไหนและความเป็นเด็กของผมแท้ๆ...ผมไม่อยากให้เขาต้องมีเรื่องกลุ้มใจอะไรอีก...แค่นี้ผมก็ดูเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวจนไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะฮะ..."เด็กหนุ่มตอบผู้เป็นพี่สาวที่เพิ่งบินตรงมาจากอเมริกาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด...ทั้งๆที่ยุนโฮเป็นคนดูแลเขามาตลอดแท้ๆ แต่พอคิบอมกลับมา กลายเป็นว่าเขาหนีไปมีความสุขเพียงคนเดียว...อีกคนกลับต้องเสียคนรักไปเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง...
เขารู้สึกผิด แต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขได้ยังไงดี...
เขายอมดูเป็นคนแย่ในสายตาทุกคน...
จึงตัดสินใจไปคุยกับแจจุง...
ยอมให้แจจุงเข้าใจผิดและเกลียดเขาไปเลยก็ยังดี ถ้าหากเขาสามารถทำให้ยุนโฮและแจจุงกลับมารักกันได้....
เพราะในสิ่งที่เขาทำ...
มันก็เลวร้ายไม่ได้แตกต่างอะไรนักอยู่แล้ว...
"แล้วนี่หมอว่าอาการคิบอมเป็นยังไงบ้างล่ะ? "
"ก็..ยังไม่มีอะไรแน่นอนเลยฮะ...คิบอมหนีมาเกาหลีโดยไม่ได้บอกใคร...ก็เลยไม่ได้ทำเรื่องการรักษาอะไรสักนิด....เมื่อเช้าอาการก็กำเริบหนักมาก... "ร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงกังวลหนักจนคนข้างตัวรู้สึกได้...ร่างสูงมีอาการเจ็บคอเรื้อรังมาเกือบอาทิตย์แล้ว..แต่ก็ดื้อดึงไม่ยอมมาหาหมอจนเมื่ออาการทรุดหนักลงจนทงเฮต้องลากมาโรงพยาบาลจนได้
"ไม่เอาหน่า...คิบอมต้องหายเป็นปกติ อย่าคิดมากเลยนะ"ผู้เป็นพี่สาวปลอบปะโลมน้องชายที่ไม่ยอมไปไหนมาไหน...เอาแต่นั่งเฝ้าที่โรงพยาบาลมาตลอด...ตอนนี้กำลังรอผลการตรวจอีกครั้งหลังจากอาการเพิ่งจะกำเริบเมื่อเช้ามืด...
"แล้วเราจะกลับอเมริกาได้เมื่อไรล่ะ? "
"ก็คงหลังจากรักษาคิบอมให้อาการดีขึ้นก่อน แล้วก็คงกลับน่ะฮะ...พี่จะกลับเลยหรือว่ายังไงฮะ? "
"รอกลับพร้อมกันก็ได้ ช่วงนี้พี่เคลียร์งานทางโน้นเรียบร้อยแล้ว"
แอ๊ด~~
"ญาติผู้ป่วยใช้มั้ยครับ? "
"ฮะหมอ..คิบอมเป็นยังไงบ้างฮะ? "ร่างเล็กกระเด้งออกจากเก้าอี้ทันที เมื่อคุณหมอเดินออกจากห้องมา...
...........
...................
ห้องสี่เหลี่ยมกว้างผนังสีขาวรอบด้าน อากาศภายในห้องคละเคล้าไปด้วยกลิ่นยาและกลิ่นของโรงพยาบาลที่ห่างหายไปนาน...ร่างสูงนั่งพิงกับหัวเตียง ใบหน้าคมหันมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย...ริมฝีปากเรียวที่เคยมีสีสดใสกลับขาวซีด...มือใหญ่ที่วางอยู่ข้างตัวขาวและเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง...
ร่างเล็กค่อยๆก้าวเข้ามาและหยุดลงข้างเตียง...มองใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่ได้หันมามองเขาสักนิด...ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนเพราะหยาดน้ำตาที่กำลังไหลริน...มือเล็กกอบกุมเข้ากับมือใหญ่ที่เย็นยะเยือกนั่น...ก่อนจะร้องไห้ออกมาเงียบๆกับฝ่ามือของคนรัก...
"คนไข้ขาดการรักษาไปนานเกิน...เส้นเสียงของเขาตอนนี้...คงไม่มีทางที่จะทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมได้อีก...ครั้งที่แล้วที่เขารอดมาได้ถือว่าเป็นปฏิหาริย์มากครับ...ถ้าเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดก็อาจจะมีโอกาสหายได้ แต่ก็อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์...แต่ตอนนี้...หมอทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ...ขอโทษด้วยนะครับ"
"......."
คนตัวเล็กร้องไห้หนักขึ้นกับฝ่ามือใหญ่ ส่งเสียงสะอื้นอย่างไม่อายใคร...
"ไม่มีทางไหนเลยจริงๆหรอฮะ?...ผ่าตัดหรืออะไรก็ได้... "
"มันจะเสี่ยงเกินไปครับ...เพราะหากผ่าตัดอาจกระทบโดนส่วนอื่นได้...อีกทั้งเนื้อเยื่อของคนไข้ถูกทำลายเกินกว่าจะลองเสี่ยงทำการผ่าตัดครับ.. "
"...แล้ว...เขา..จะ..พูดได้อีกถึงเมื่อไรฮะ? "
"อย่างช้าสุดก็คงจะเป็นหนึ่งเดือน...พยายามอย่าให้คนไข้ใช้เสียงจะดีที่สุด...ยังไงผมต้องขอตัวก่อน...หมอเสียใจด้วยจริงๆนะครับ... "
"ฮึก...ฮึก...ฮือ.... "
"ร้องทำไมครับ?คนดี? "เสียงแหบแห้งของคนร่างใหญ่ถามขึ้นอย่างอ่อนโยน..มือเย็นเฉียบอีกข้างถูกยกขึ้นลูบหัวคนตัวเล็กอย่างรักใคร่...
"ฮึก...ฮึก... "ทงเฮไม่ตอบอะไร เอาแต่ร้องไห้ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองคนรักด้วยซ้ำ...ในใจมีแต่คำพูดวนเวียนด่าทอตนเอง...
เป็นเพราะตัวเขาแท้ๆ...ทั้งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่อเมริกา เพราะคิบอมมาส่งเขาถึงบ้านในตอนค่ำหลังจากเลิกชมรมของโรงเรียน และก็โดนลอบทำร้ายจนตัวเองโดนมีดแทงเข้าที่คอบาดเจ็บอย่างสาหัส...แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์..แต่เพราะความเข้าใจผิดและไร้เหตุผลของเขาอีกนั่นแล่ะ ที่ตัดสินคนรักด้วยอารมณ์ชั่ววูบทิ้งคนรักและกลับมายังบ้านเกิดของตน...จนทำให้คิบอมไม่ได้รับการรักษา...และสุดท้าย...
เขาจะได้ยินเสียงคนรักของเขาอีกเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งเดือน....
กรรมคงตามสนองแล้วสินะ...
"ไม่ต้องร้องหรอกครับ ทงเฮ..ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย"คิบอมพูดปลอบอย่างใจดี...ควบคุมไม่ให้น้ำเสียงต้องสั่นเครือ...แต่ก็ยากเหลือเกินในเมื่อสุขภาพของเขาไม่ให้ความร่วมมือสักนิด...
"ผมหิวแล้วล่ะ...ป้อนข้าวต้มผมหน่อยนะ"
ร่างเล็กเมื่อได้ยินก็พยายามกลั้นน้ำตาตัวเองที่ไหลอย่างต่อเนื่องให้หยุดอย่างไร้ผล...ร่างสูงเองก็พยายามอย่างยากลำบากเช่นกัน...ที่จะไม่ให้น้ำตาลูกผู้ชายต้องไหลต่อหน้าคนรัก...เพราะไม่อยากให้ทงเฮต้องรู้สึกผิดไปมากกว่านี้...ทั้งๆที่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขาไม่ได้เกี่ยวกับร่างเล็กเลย...
เขาโดนลอบทำร้าย...เหตุการณ์ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้...และก่อนที่เขาจะตัดสินใจหนีมาเกาหลี สุขภาพเสียงของเขาก็แย่ลงมาโดยตลอดเพราะไม่ยอมไปหาหมอรักษาเอง...
......
...........
วันรุ่งขึ้นเมื่อร่างสูงตื่นขึ้นก็แทบพลันลุกจากเตียงไม่ทัน เมื่อตื่นมาแล้วไม่พบร่างเล็กที่นอนกอดทั้งคืน...ริมฝีปากกำลังขยับจะเปล่งเสียงเรียกคนรัก...แต่ก็รู้สึกปวดร้าวไปทั่วลำคอ...เสียงที่หลุดออกมานั่นแผ่วเบายิ่งกว่ากระซิบ...
"ทง..ทงเฮ... "
"ทง..ฮึก..ทงเฮ"
เสียงแหบแห้งดังลอดริมฝีปากหนาแผ่วเบา...ขายาวพยายามพยุงร่างกายตัวเองให้ลุกจากเตียงอยากยากลำบาก...
"คิบอม! "
"ทำอะไรน่ะฮะ?! "ร่างเล็กที่เพิ่งไปซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อมาเป็นอาหารเช้าส่งเสียงเรียกคนรักอย่างตกใจ...ก่อนที่จะรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างสูงให้นอนลงกับเตียงเหมือนเดิม
"ไปไหนมา.... "เสียงแผ่วเบาแหบแห้งจนน่าใจหายถามขึ้น..
"ไปซื้อของกินมาฮะ..แล้วก็นี่...เมื่อวานตอนคิบอมหลับแล้ว ผมนั่งทำนี่ให้"ร่างเล็กว่าพลางเจื้อแจ้วไปเรื่อย...ก่อนจะวางถุงของกินที่เต็มล้นสองมือลงบนโต๊ะและหยิบเอากระดาษการ์ดบางอย่างออกมาจากลิ้นชัก...
ในสายตาของคิบอมมันช่างเหมือนแผ่นคำศัพท์ที่เอาไว้ให้เด็กฝึกอ่านยังไงยังงั้น...
"ต่อไปนี้คิบอมจะต้องพูดน้อยๆจะได้หายเร็วๆ เข้าใจมั้ยฮะ? "คนน่ารักพูดด้วยสีหน้าจริงจังทำเอารอยยิ้มบุ๋มลึกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของร่างสูงอย่างห้ามไม่ได้...
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการ์ดคำศัพท์เหล่านี้ล่ะครับ? หืม? "
"ก็..นี่นะ การ์ดพวกนี้จะมีคำที่แบบต้องใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆเช่น ถ้าผมถามคิบอมว่ากินข้าวรึยัง? คิบอมก็แค่ใช้ป้ายนี้กับอันนี้ยกขึ้น.... "ทงเฮว่าพลางชูการ์ดที่เขียนว่า กินแล้ว กับ ยัง ขึ้นมา
ร่างเล็กอธิบายคำอื่นไปเรื่อย ส่วนใหญ่จะเป็นคำตอบที่ใช้ตอบคำถามประจำวัน เช่น อาบน้ำรึยัง? วันนี้สบายดีมั้ย? อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?.. สำหรับคำตอบอันหลังนี้จะมีเมนูโปรดของคิบอมอยู่หลายอย่างบนแผ่นกระดาษการ์ดแต่ละอัน...และก็มีคำถามทั่วไปอื่นๆอีกมากมายที่ร่างเล็กพยายามคิดว่าคิบอมต้องใช้ตอบบ่อยๆ...
"วิธีนี้จะดีที่สุด แถมไม่ต้องเสียเวลาเขียนเอาทุกครั้งด้วย สะดวกดี ว่ามั้ยฮะ? "ทงเฮถามร่างสูงหลังจากอธิบายวิธีการใช้การ์ดเหล่านั้นคร่าวๆ
คิบอมไม่ตอบอะไร เพียงแต่อมยิ้มและควานหาการ์ดใบหนึ่งก่อนชูขึ้น...
ครับ
ทงเฮยิ้มกับการกระทำของร่างสูงก่อนจะหันไปคว้าถุงอาหารข้างๆ..
"งั้นกินข้าวกันดีกว่า ผมซื้อของมาเยอะแยะเลยนะ"ว่าแล้วกำลังจะเดินไปหยิบจานมาใส่อาหารแต่ก็โดนร่างสูงเรียกไว้เสียก่อน...
"ทงเฮ... "
"ฮะ? "
"ผมว่าทงเฮลืมคำนึงที่ผมใช้ทุกวันเลยนะ"
"เห?"
"แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะคำนั้นผมอยากพูดเองมากกว่า ถึงแม้จะไม่มีเสียงจะพูดก็เหอะ"
"คำไหนหรอฮะ?"
ร่างสูงยิ้ม
"ผมรักทงเฮนะ"
...........
....................
สวนหลังมหาลัย
"หลบมาอยู่นี่อีกแล้วนะฮะ... "
"อ่าว..จุนซูเองหรอ? "
"เดี๋ยวนี้พี่ยูชอนมาที่นี่บ่อย หนีใครมารึเปล่าฮะ? "
ร่างสูงได้ฟังโลมาแซวก็อมยิ้ม...
"ก็น้า พี่ว่าพี่มาที่นี่ทุกวันก็เจอจุนซูแทบทุกวันเลย ช่วงนี้ทะเลาะกับยอกแจหรอ? "
"ผมถูกทิ้งต่างหาก..ไปจีบใครอยู่ก็ไม่รู้ บอกก็ไม่ยอมบอก ทิ้งเพื่อนกันซะอย่างนั้น"จริงๆแล้วนั่นเป็นเพียงเหตุผลส่วนเล็กต่างหาก เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้ผมมาที่นี่ทุกวันก็คนที่นั่งอยู่แถวๆนี้ไงล่ะ
"อ๋อ...เหมือนกันเลยสินะ... "
"อย่ามาล้อเล่นซะให้ยาก...พี่ยูชอนเนี่ยนะถูกทิ้ง..ผมขอพนันกับลูกมะพร้าวหมดโลกเลยเอ้า! "
"งั้นโลกนี้คงจะไม่เหลือมะพร้าวให้จุนซูได้กินแล้วล่ะ"
ร่างสูงหันหน้ามาตอบ สีหน้าระบายยิ้มน้อยๆก่อนหันหน้าไปอีกทางขณะที่ลมกำลังพัดมา...
เซียหันหน้ากลับมาจมปลักกับความรู้สึกที่ต่อสู้กันอยู่ภายในใจตนเอง...
หัวใตเต้นรัวจนเหมือนจะกระเด็นออกมาให้ได้...
แบบนี้..
หมายความว่า...
พี่แจจุง...
.
ไม่นะ..
เราจะดีใจไม่ได้....
เราต้องช่วยพี่ยูชอนสิ
...
แต่...
ถ้าเป็นแบบนี้...
แปลว่าเราก็ยังมีหวังใช่มั้ย??....
.
.
.
"ไม่หิวหรอฮะ? "
"ก็นิดหน่อยนะ... "
"ผมซื้อข้าวมาเผื่อพี่ยูชอนด้วย...กินหน่อยนะฮะ"
"จุนซูซื้อมาทั้งที ไม่กินได้ไงล่ะจริงมั้ย? "
เซียส่งห่อข้าวให้มิกกี้ พลางอดคิดอย่างเจ็บปวดไม่ได้...
ถึงปากจะคุยกับผม...
แต่ใจไม่เคยไม่คิดถึงพี่แจจุงเลยใช่มั้ย?...
แม้มือจะยื่นมารับของ..
แต่สายตาไม่แม้แต่จะหันมองเลยสักนิด...
แค่เพียงตอนนี้...
ผมยังแทรกไม่ได้เลยหรอ?..
"เห้อ..... "จู่ๆมิกกี้ก็ถอนหายใจออกมาขณะกำลังจะยกช้อนที่ตักข้าวพูนเกือบเต็มช้อนลงกับห่อข้าวดังเดิม...
เรี่ยวแรงมันหายไปไหนหมดนะ...
แค่หยิบจับอะไรก็พาจะสั่นไปหมด...
กะอีแค่รักครั้งแหรอ?...
เราเป็นได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ?..
ปาร์ค ยูชอน
"จุนซูไม่กินหรอ? "
โลมาน้อยเพียงแต่ส่งยิ้มให้เท่านั้นเป็นคำตอบ...
ผมก็ไม่มีแรงที่จะหยิบจับอะไรเหมือนกันนั่นแล่ะฮะ....
แค่รักคนที่ไม่ได้รักก็ว่าทรมานเจียนตายแล้ว....
แต่เห็นคนที่แอบรักคิดถึงแต่คนที่เขาแอบรัก...
ก็เหมือนกับกำลังยืนอยู่บนตึกพร้อมกระโดดทุกเมื่อนั่นแล่ะ...
แค่ยืนมองพื้นเบื้องล่าง...
ก็เจ็บได้โดยไม่ต้องสัมผัส....
"ฉันต้องทำยังไงดีล่ะ จุนซู"
"ทำยังไงถึงจะได้คนที่ฉันรักมา"
"ทำยังไง?..เขาถึงจะเห็นฉันในสายตาบ้าง? "
"ต้องทำยังไงดี? "ร่างสูงถามออกมาอย่างหมดเปลือก คำถามที่คั่งค้างในใจเรียงคิวต่อแถวกันออกมาอย่างขบวนรถไฟ...
ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันมากไปกว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง....
แต่เขากลับไว้ใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอย่างไม่อาย...
แต่หารู้ไม่ว่าคำถามเหล่านั้น....
กับอีกคนให้ความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังส่องกระจกเงาบานหนึ่งตรงหน้าตัวเอง...
ถ้าผมรู้...
ผมจะมาทนนั่งเจ็บแบบนี้ทำไมกัน?...
เพราะเราต่างคนก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของกันและกันเลย....
"จุนซู? เป็นอะไรรึเปล่า? "
"ร้องไห้ทำไมครับ? "ร่างสูงว่าพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้คนตัวเล็กที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด....สีหน้างุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นที่สุด...
ยังไงถ้าไม่บอกความในใจออกไป....
สักวันมันก็คงต้องระเบิดออกมา...
และตอนนี้..มันก็ไม่เหลือวิธีอะไรอีกที่จะปกปิดมันต่อไปได้แล้ว...
"ผมรักพี่ยูชอน"
"......!!"
"ตั้งแต่วินาทีแรกที่พี่เข้ามาทักผม...จนถึงวินาทีที่พี่บอกให้ผมบอกวิธีที่จะทำให้คนที่แอบรักหันมามองพี่... "
มือใหญ่ค่อยๆละออกจากพวงแก้มชมพูระเรื่อที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตา...
"ในตอนนี้พี่เป็นฝ่ายถูกรัก อาจหาคำตอบให้กับคำถามที่พี่ถามผมมาก็ได้นะฮะ... "
ทำแบบนี้..
พี่ยูชอนก็จะได้รู้คำตอบที่พี่อยากรู้...
และคำตอบสำหรับผมด้วย...
ทำยังไงถึงจะได้คนที่ฉันรักมา
ทำยังไง?..เขาถึงจะเห็นฉันในสายตาบ้าง?
เมื่อฟังคำสารภาพรักของร่างบางแล้วร่างสูงยิ้มก็แค่นยิ้มให้กับตัวเอง
"คำตอบไม่ยากเลยจริงๆ... "
"ต่อให้ทำยังไง แจจุงก็คงไม่หันมามอง...แบบนั้นสินะ"
ตอนนี้เขาเข้าใจความรู้สึกแจจุงอย่างชัดเจน...
เพราะตัวเขา ต่อให้ทำยังไง...
มิกกี้ก็รู้ตัว..
ว่าไม่อาจหันมามองเซียได้
ก็เหมือนแจจุงที่คงไม่มีวันหันมามองเขาเช่นกัน
ยังไงพี่ยูชอนก็คงไม่หันมามองผมเหมือนกันสินะฮะ...
.
.
.
ณ โรงพยาบาล
"ไม่ต้องส่ายหัวกลุ้มใจแบบนั้นหรอกครับหมอ"
"ผมก็พอรู้ว่าผมจะพูดได้อีกไม่นาน ก็แค่บอกผมมาว่าผมเหลือเวลาอีกแค่ไหน ผมจะได้เตรียมใจไว้ก่อนได้ไงครับ"
หลังจากการตรวจร่างกายของคิบอมแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลชื่อดังก็อดแอบลอบถอนหายใจไม่ได้
จริงอยู่ว่าอาการภายนอกของร่างสูงดูเหมือนดีขึ้น...แต่ภายในกลับไม่ได้ดูมีแววว่าจะดีขึ้นตาม...หมอมือเก่งกลับกลุ้มใจว่าหนึ่งเดือนอาจเป็นเวลาที่ยาวนานเกินไปสำหรับสภาวะร่างกายของคิบอมไปเสียแล้ว...
"ว่ายังไงล่ะครับ? ครึ่งปี ห้าเดือน สามเดือน หรือ.... "
"....พรุ่งนี้ล่ะครับ? "
คุณหมอมองหน้าร่างสูงก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะคิดหาคำพูดที่ดูเหมือนจะให้คำตอบที่ถูกที่สุดออกมา...
"ก็คงไม่ผิดจากที่คุณคิบอมพูดไปนักหรอกครับ"
"รวมไปถึงไอที่บอกว่าพรุ่งนี้ด้วยงั้นหรือครับ? "
"......."
"ว่าไงล่ะครับ? "
"หมอรับปากอะไรไม่ได้จริงๆ...ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสุขภาพและ.... "หมอเว้นระยะคำ ไม่อยากจะพูดคำนี้ออกไปมากนัก เพราะมันดูจะขัดกับเหตุผลของทางการแพทย์และเป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนไข้ด้วย...แต่ถ้าหากมัวหลีกเลี่ยง ยังไงคนไข้รายนี้ก็คงเค้นจนให้เขาต้องบอกอยู่ดี..
"และโชคของคุณ"
"...."
"หมอรู้ว่ามันฟังอาจไร้เหตุผล แต่มันก็มีบ้างในบางกรณีของคนไข้...ถึงแม้ภายนอกร่างกายจะดูแข็งแรง..แต่จากสภาวะที่เช็คเมื่อวานกับวันนี้...เนื้อเยื่อถูกทำลายลงไปมาก...จากการประมาณครั้งก่อนคือเดือนนึง แต่จากที่เห็นวันนี้....หมอไม่แน่ใจจริงๆ.. "
"ไม่แน่ใจว่าจะครบเดือนนึงหรือเปล่าน่ะหรือครับ? "
"...."
"บอกมาเถอะครับ ผมทำใจได้นานแล้วเรื่องแบบนี้"
"เอ่อ...หมอขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกันนะครับ..."
.
..
"หิวมั้ย? คุณป้ามีทำกับข้าวทิ้งไว้ก่อนไปนิ"
"...."
"จะกินอะไรมั้ยล่ะ? เดี๋ยวฉันไปตักมาให้"
"อือ... "
"กินไรล่ะ? "
"....อือ..ห๊ะ นายพูดว่าอะไรนะ? "
"เห้ออ....นี่นายมีสติเหลืออยู่กับตัวบ้างมั้ยห๊ะ? "
"แบบนี้ฉันไม่ทนต่อไปแล้วนะ"
ชางมินที่อดทนมานานระเบิดขึ้น...ทนไม่ไหวที่เห็นเพื่อนสนิทตัวเองนั่งเหมือนวิญญาณหลุด ตอบบ้างเงียบบ้าง เดี๋ยวก็เอ๋อบ้าง...เป็นมานานเกินกว่าจะนิ่งเฉยได้อีก..
เนื่องจากมืกกี้กับซีวอนติดงานอยู่ที่มหาลัยจึงกลับมาก่อนกันสองคน อีกทั้งแม่ของแจจุงก็ติดธุระไปข้างนอก ชางมินจึงถือโอกาสเปิดฉากกันไปข้าง..
เพราะถ้ารอนานกว่านี้ อาการของเพื่อนเขาต้องหนักข้อกว่านี้เป็นแน่...แค่นี้ก็ยากจะรับมือพอดูอยู่แล้ว..ทำเป็นไม่ใส่ใจมานาน...แต่คงละเลยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว...
"นายจะเป็นแบบนี้ไปอีกถึงเมื่อไร? "
"...แบบนี้ หมายความว่าไง? "
"ก็แบบนี้แล่ะ เพ้อ เอ๋อ พูดไม่รู้เรื่อง เพราะกลุ้มใจในทางที่นายตัดสินใจเอง"
"....."
"เห้อ...ทรมานไม่ใช่หรอ? "หลังจากระเบิดอารมณ์ไปตู้มใหญ่ ชางมินก็สงบสติตัวเองลงก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับเพื่อนรัก
"ถ้านายตัดสินใจแบบนี้ คนที่เจ็บไม่ใช่แค่ยูชอน หรือยุนโฮหรอกนะ...นายเองต่างหากที่เจ็บไปด้วย แถมเป็นคนที่เจ็บที่สุดอีกต่างหาก... "
"แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง...นายก็รู้ว่าฉันไม่ไว้ใจใครอีกแล้ว...ต่อให้เป็นยูชอนก็เถอะ...และฉันก็ไม่อยากให้ความหวังกับเขาทั้งๆที่ฉันยังลืมยุนโฮไม่ได้อยู่แบบนี้"
"แล้วเมื่อไรนายจะลืมได้? "
"ฉันก็อยากให้มันเป็นพรุ่งนี้ ไม่ก็ชม.ต่อจากนี้ได้..ก็ยิ่งดี"
"แล้วนายคิดแบบนี้มากี่ครั้งแล้วล่ะ? ถ้าให้ฉันเดานายก็จะคิดแบบนี้ต่อไปจนชั่วชีวิตแน่ๆ"
"แล้วจะให้ฉันทำยังไง? "เด็กหนุ่มเงยหน้าถามอย่างท้อแท้...
ใช่ว่าไม่กลุ้มใจ...
ใช้ว่าไม่เจ็บ...
แต่เจ็บจนไม่รู้จะทำยังไงได้อีกแล้ว....
"ฉันรักยุนโฮ ไม่ว่ายังไงก็ยังรัก...แต่จะให้กลับไป มันก็ไม่ได้อีกแล้ว... "ไม่ว่าเมื่อไรประโยคนี้มีผลกับเขาเสมอ....น้ำตาอดไม่ได้ที่จะเอ่อนองล้นดวงตาสวย...
"แล้วนายจะเป็นแบบนี้ต่อไป อย่างนั้นสินะ? "
"แล้วฉันจะทำยังไงได้?... "
"...คำตอบมันมีอยู่ตั้งนานแล้วไม่ใช่หรอ?...เพียงแต่นายไม่ยอมรับมันต่างหากล่ะ"
".."
"ปากนายก็บอกว่าจะไม่กลับไปหายุนโฮอีก...แต่กลับไม่ยอมมีรักใหม่ นายแค่หาข้ออ้าง นั่นไม่ใช่เพราะนายไม่อยากลืมยุนโฮไม่ใช่หรือไง.... "
"ที่พูดไม่ได้อะไรหรอกนะ ทุกอย่างมันอยู่ที่นายตัดสินใจเอง ว่าอยากจะจมอยู่แบบนี้ หรือเริ่มต้นใหม่...ถ้านายคิดอยากจะปฏิเสธคำตอบที่มีทนโท่ในใจนายอยู่ ก็ควรจะเริ่มชีวิตใหม่จริงๆซะ เรื่องเก่าๆก็เก็บไว้เป็นความทรงจำและบทเรียน... "
"อยู่แบบนี้ต่อไป ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกนะ แจจุง... "
"...."
"ฉันเป็นห่วงนาย...ว่าจะไม่ยุ่ง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวนายเอง อยากให้นายตัดสินใจเลือกทางของตัวเอง...แต่ฉันก็ทนไม่ไหวที่ต้องเห็นนายเจ็บปวดแบบนี้... "
"ฉันลืมไม่ได้.... "น้ำตาที่เอ่อนองหยดลงเมื่อตาสวยกะพริบ...
ไม่ใช่ไม่อยากลืมเลย...
แต่เพราะรู้ตัว....
ว่าลืมไม่ได้....
ร่างโปร่งบางอีกคนมองสีหน้าอมทุกข์ของเพื่อนรักก็จนใจ...ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้นอกเสียจากเขยิบตัวเข้าหาก่อนที่จะเอื้อมกอดร่างขาวเล็กสุดแรง...
ก็เพราะรู้ว่านายลืมไม่ได้...
ถึงอยากให้นายตัดสินใจไปเลย...
ว่าจะไม่ลืม...
หรือไม่ลืมยังไงล่ะ...
"ความรัก บางครั้งมันก็อธิบายไม่ได้หรอกนะ...ต่อให้นายเจ็บอีกสักกี่ครั้ง บางทีมันก็ไม่รู้สึกหรอก...ไม่ว่านายจะตัดสินใจเลือกทางไหน ฉันจะอยู่เคียงข้างนายเสมอนะ... ."
...........
............................
"คิบอมมมมมม วันนี้ผมซื้อของโปรดคิบอมมาเยอะแยะเลยนะฮะ...มีทั้งแกง...อ่าว??..คิบอมไปไหนหรอฮะ? "ร่างเล็กส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาก่อนตัวตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาในห้องเอ่ยถามนางพยาบาลอย่างงงวยเมื่อเห็นเธอกำลังทำความสะอาดและพับเก็บผ้าปูเตียง...
"เอ่อ...คนไข้ห้องนี้แจ้งออกจากโรงพยาบาลแล้วค่ะ"
ตึก ตึก ตึก...
ไม่รอช้าร่างเล็กออกตัววิ่งออกจากโรงพยาบาลชื่อดังอย่างไม่รีรอ...มือเล็กคอยปาดน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมาเป็นระยะ...จุดหมายคือห้องพักที่เขาย้ายออกมาจากคอนโดเพื่อมาอยู่กับด้วยกันกับคิบอม
ขาเล็กวิ่งไม่หยุดจนมาถึงหน้าประตูห้องพักที่ไม่ได้กลับมานาน...
มือขาวเล็กเปิดประตูเข้าไปอย่างมีความหวัง...
ไม่ต้องกลัว...
เราจะกลัวอะไร....
ถ้าคิบอมไม่ได้อยู่โรงพยาบาลก็ต้องอยู่ที่นี่แล่ะ...
แต่ไอ้ใจเต้นผิดปกตินี่มันอะไรกันนะ...
แล้วลางสังหรณ์ ความรู้สึกแปลกๆนี่อีกล่ะ...
ฟุบ!
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้...
ภายในห้องโล่งและว่างเปล่า..
แม้กระทั่งในห้องนอน ตู้เสื้อผ้า ของทุกอย่างของคนรัก...
ไม่เหลืออะไรเลย...
ร่างเล็กทรุดตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง...น้ำตาแข่งกันไหลออกมาเป็นสายก่อนจะพลันไปสะดุดกับมือถือคุ้นตาเครื่องหนึ่งและกระดาษสีขาวใบหนึ่งวางข้างกัน...
ในกระดาษเขียนประโยคไม่กี่ประโยคด้วยลายมืออันคุ้นตา...
ขอโทษที่อยู่ดูแลไม่ได้อีกแล้ว..ทั้งๆที่เคยสัญญาไว้
ผมขอโทษนะ
คิบอม
ร่างเล็กเหลือบไปมองมือถือที่ถูกตั้งหน้าจอเป็นเหมือนที่ให้เล่นอัดเสียง...
นิ้วเรียวกดปุ่มบนมือถือเพื่อเล่นเสียง...และเมื่อได้ฟังเพียงแค่ประโยคนั้นร่างเล็กก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก นอกจากฟุบหน้าลง ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา และส่งเสียงสะอื้นอย่างไม่อายใคร...
"คิบอมรักทงเฮนะ"
.
.
.
"บอกมาเถอะครับ ผมทำใจได้นานแล้วเรื่องแบบนี้"
"เอ่อ...หมอขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกันนะครับ... "
"ถ้าจะยึดผลตรวจวันนี้เป็นหลัก..ก็คงไม่เกินสามวันครับ"
ร่างสูงยิ้มเยาะเย้ยสมเพชตัวเอง
เวลาไม่เหลือให้กันเลยสินะ...
....
..........
ไม่รู้นานเท่าไรที่ร่างสูงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง...สายตาเลื่อนลอยมองก้อนเมฆและท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย...ก่อนจะหันกลับมาและสะดุดเข้าที่มือถือเครื่องหรูของตน
คำๆนี้เท่านั้น...
ที่ไม่ว่ายังไงก็อยากให้ได้ยินเป็นเสียงเสมอ...
