counter 7,668

First love #17-21

"กลับมาแล้วฮะ... "

"อ้าว กลับมาแล้วหรอจ๊ะ?...แล้วคนอื่นๆไปไหนกันหมดล่ะ?... "หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของบ้านเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เมื่อสอดสายตามองหาคนอื่นๆที่ปกติต้องกลับมาด้วยกันกับลูกชายของตน แต่กลับไม่เห็นเงาใครสักคนเดียว

"พวกเขา...เอ่อ...ไปกินไอติมกันนะฮะ พอดีผมขอตัวกลับมาก่อน...ถ้าแม่ไม่ว่าอะไร ผมขอตัวขึ้นห้องก่อนนะฮะ"ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบจ้ำอ้าวขึ้นชั้นสองทันที

"อะไรของเขานะ?... "ผู้เป็นแม่บ่นอย่างงงหนักขึ้นเป็นสองเท่าตัว

ถ้าเป็นคนอื่นกลับมาบ้านแล้วบอกลูกชายของตนไม่กลับบ้านเพราะมัวแต่นั่งกินไอติม มันจะน่าเชื่อถือซะมากกว่า เพราะปกติแล้วแจจุงชอบกินไอติมเป็นชีวิตจิตใจ ใครๆก็รู้...


นางคิมส่ายหัวด้วยความงุนงงก่อนที่กำลังจะหันหลังกลับเข้าห้องครัว...แต่ก็มีเสียงเรียกขึ้นจากประตูบ้าน

"คุณน้าฮะ...แจจุงกลับมาแล้วรึยังฮะ? "เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เพิ่งมาถึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายเล็กน้อย...

"มาแล้วจ้ะ เมื่อกี๊นี่เอง ขึ้นไปบนห้องแล้วล่ะ"

เมื่อได้คำตอบเด็กหนุ่มไม่รอช้า ถอดรองเท้าหน้าบ้านเสร็จก็รีบสาวเท้ายาวๆของตนพุ่งไปยังห้องของเพื่อนรักทันที ตามติดมาด้วยซีวอนและมิกกี้ที่ดูจะรีบร้อนกว่าใครอื่น...




ก๊อกๆๆ

"แจจุง...เข้าไปหน่อยได้มั้ย? "


.....ไร้เสียงตอบกลับจากภายในห้อง


"แจจุง.... "ชางมินเรียกซ้ำอีกครั้งพลางเคาะประตูไปอีกสองสามที แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็ยังเป็นความเงียบเช่นเดิม...

หลังจากพยายามต่ออีกครู่หนึ่ง ก็คิดว่ามันไร้ผล...ทั้งสามจึงตัดสินใจเดินลงมาข้างล่างด้วยใจห่อเหี่ยว...

"งั้นผมกลับบ้านก่อนก็แล้วกัน...ยังไงฝากยูชอนช่วยดูแจจุงหน่อยนะฮะ"ชางมินพูดขึ้นเมื่อเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว....

"อะไรกัน? ไม่เห็นฝากฉันมั่งล่ะ"คนที่ยืนตัวสูงอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียง(ที่ฟังก็รู้ว่าแกล้งทำเป็น)น้อยใจ

"อย่างนาย อยู่ห่างๆจะดีที่สุด...ก่อนจะทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้ "คนตัวเล็กกว่าหันมากัดตอบ...ก่อนจะหันไปพูดกับร่างสูงที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

"ฝากหน่อยละกันนะฮะ...ผมไปล่ะ"ยิ้มน่ารักแถมอีกที ก่อนจะเดินไปลาแม่ของแจจุงและเดินไปใส่รองเท้าที่หน้าประตูบ้านโดยแกล้งทำเป็นไม่เห็นสายตาจากคนรักที่จ้องมา...

"จะไม่ไปส่ง? "มิกกี้ชำเลืองมองเพื่อนตัวเองด้วยหางตา..ปากอมยิ้มเล็กๆตามสไตล์

ซีวอนไม่ตอบอะไร เพียงแต่มองมิกกี้ด้วยหางตาเช่นกันก่อนจะถอนหายใจและเดินไปที่ประตูบ้าน
มิกกี้ขำกับท่าทางของซีวอนอย่างห้ามไม่อยู่...

คิดจะให้ชางมินง้อหรอ?

ไม่มีทางหรอกมั้ง...



ร่างสูงเดินฉับๆผ่านร่างโปร่งบางก่อนจะฉวยคว้าหนังสือของคนรักมาถือไว้เองและเดินห่างออกไป....

ชางมินอมยิ้มขำเล็กๆ...


ตลอดทางกลับบ้าน...ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไร...จะมีก็ซีวอนที่แอบชำเลืองมองชางมินเป็นบางครั้ง เพื่อหวังว่าจะได้ยินคำง้อน่ารักๆจากคนรักบ้าง...

แต่ก็คงต้องผิดหวัง เพราะนอกจากร่างเล็กจะไม่สนใจแล้ว...ซ้ำยังเดินน้ำหน้าเขาไปอีกแน่ะ....

ไม่คิดจะมองหน้ากันเลยใช่มั้ยน่ะห๊ะ?


"ถึงแล้วขอหนังสือคืนด้วย"

ซีวอนเล่นตัวเล็กน้อยไม่ยอมคืนให้ เพื่อหวังว่าคนรักจะพูดอะไรบ้าง...


ก็นี่เล่นเงียบตลอด...

จนถึงบ้านก็ยังไม่พูดอะไรเลย....

ชักหงุดหงิดแล้วนะ....


"ไม่ให้ก็ไม่เป็นไร เอาไปให้ที่มหาลัยด้วยก็แล้วกัน"ว่าแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวกลับ...มือเรียวกำลังจะผลักประตูให้เปิดออก...แต่กับโดนมือใหญ่ดันให้ปิดและก่อนที่คนตัวเล็กจะได้ทำอะไร ก็โดนดันติดกับประตูบ้านซะแล้ว...

"จะไม่พูดอะไรสักนิดเลยหรอ? "ถามไม่พอ ยังเอาหน้ารุกจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้ชางมินได้หายใจอีกแน่ะ...

"ก็จะให้พูดอะไรล่ะ? "ชางมินถามยิ้มๆ ไม่รู้สึกรู้สาอะไร...


คนตัวสูงไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ...ต้อนจนตัวเองหมดหนทางทุกอย่าง...แต่ร่างเล็กกับไม่แสดงปฏิกิริยาอะไร...จึงถอยตัวออกมา...ยัดหนังสือใส่มือเรียวเล็ก ก่อนจะหมุนตัวกลับ...แต่ทว่า...



"เข้าไปในบ้านก่อนมั้ย? "


.
.
.
.



ร่างสูงที่นั่งกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นสองเพื่อไปดูอาการแจจุงอีกครั้ง...

ตอนแรกกะว่าซีวอนกลับมาเมื่อไร ค่อยขึ้นไปด้วยกันอีกที...แต่นี่รอแล้วรอเล่า อีเพื่อนบ้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะกลับมา...และคนข้างบนก็ไม่คิดจะลงมาเช่นกัน...


กว่าร่างสูงจะพาตัวเองมาถึงหน้าห้องของร่างบางก็กินเวลาไปเกือบสิบกว่านาที...เพราะมัวแต่ชั่งใจว่าจะขึ้นมาดีรึเปล่า...แต่พอเมื่อมาถึงประตู ก็เห็นว่าประตูนั้นเปิดแง้มไว้อยู่ ร่างสูงจึงถือวิสาสะแอบเดินเข้าไป...

เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ก็เห็นร่างบางนอนขดอยู่บนเตียง..ตาสวยที่เปื้อนน้ำตาหลับพริ้ม...มือเล็กสองข้างกำแน่นเข้าที่ผ้าห่มแม้ว่าจะหลับแล้วก็ตาม....

มือใหญ่กำลังจะจับเข้าใบหน้าสวยของร่างบาง...แต่ก็ทำได้เพียงเปลี่ยนไปจับเข้าที่ผมดำสลวยแทน..

ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะคิดอย่างเจ็บปวด...


เป็นฉันแทนได้มั้ย?

ให้ฉันได้ดูแลนายเถอะนะ...


.
.
.



วันรุ่งขึ้น...

บ้านแจจุง


"สวัสดีฮะคุณน้า แจจุงตื่นรึยังฮะ? "เสียงสดใสของเด็กหนุ่มดังขึ้นจากประตูบ้าน...

"อ้าวสวัสดีจ้ะ มาแต่เช้าเลยนะชางมิน...แจจุงยังไม่ลงมาเลยจ้ะ ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว...เห้อ ไม่รู้เป็นอะไรของเขา... "

"หรอฮะ? แล้วซีวอนกับยูชอนละฮะ? "

"อยู่หลังบ้านน่ะจ้ะ กินข้าวกันอยู่ วันนี้มีโปรแกรมไปไหนกันหรอจ๊ะ? "

"วันนี้พวกเราต้องไปซื้ออุปกรณ์ทำรายงานน่ะฮะ....ยังไงผมขอตัวไปหาสองคนนั้นก่อนนะฮะคุณน้า"

"จ้ะ"

.........
................

"อ๊ะ.... "ระหว่างทางที่กำลังเดินไปหลังบ้าน...ก็เดินชนกับใครคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากประตูห้องน้ำ...เด็กหนุ่มลูบจมูกตัวเองป้อยๆ...ก่อนจะหันมองคนที่เดินชน...และแทบจะทันทีที่ตาสวยจะส่งค้อนวงโตให้กับคนตรงหน้า...

"เจ็บนะ"

"ก็ระวังหน่อยสิ...แล้วนี่มาซะเช้าเชียว เจ้าแจจุงยังไม่ตื่นเลย"ซีวอนค่อยๆใช้นิ้วคลึงจมูกโด่งเล็กนั่นก่อนจะคว้ามือเล็กหวังจะจับจูงมือเดินไปด้วยกัน

"ปล่อยเลย เดินเองได้"แต่มีหรอ? ที่ชางมินจะยอมอะไรให้ง่ายๆ...เหอะๆ

"อ้าว ชางมิน...มาแล้วหรอ? "มิกกี้ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกำลังตักข้าวต้มเข้าปาก เอ่ยถามเมื่อเห็นชางมินกำลังเดินเข้ามา...

"ก็เห็นอยู่ ถามอะไรโง่ๆล่ะวะ? "ไม่ใช่ชางมินหรอกที่ตอบ แต่เป็นคนข้างๆที่ชิงตอบแกมด่าไปซะเองต่างหาก...และนั่นจึงโดนศอกของชางมินเข้าไปเต็มๆ

"พอดีตื่นเช้าแล้วนอนไม่หลับแล้วน่ะฮะ อีกอย่างอยากมาหาแจจุงด้วย เห็นคุณน้าบอกว่าไม่ได้ลงมาเลยตั้งแต่ตอนเย็น"

"ป่านนี้นอนตายไปแล้วมั้ง "ซีวอนว่าพลางเดินอ้อมมาทางด้านหลังของมิกกี้และคว้าช้อนตักข้าวต้มเข้าปากหน้าตาเฉย...

"เดี๋ยวผมขึ้นไปดูหน่อยละกันนะฮะ"ชางมินพูดกับมิกกี้เหมือนไม่ได้ยินเสียงของคนรัก...ก่อนจะหมุนตัวกลับ เดินขึ้นบันไดไป....

.
.
.


เมื่อชางมินมาถึงหน้าห้องก็พบว่าประตูเปิดแง้มอยู่...เจ้าตัวจึงเดินเข้าไป...แล้วก็พบกับแจจุงที่นอนอยู่บนเตียง...สีหน้าขาวซีด...

"แจจุง...หว๋า ทำไมตัวร้อนแบบนี้ล่ะ? "เด็กหนุ่มอุทานขึ้นเมื่อจับเข้าที่แขนของเพื่อนรักแล้วรู้สึกถึงอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ...

"อื้อ...ชางมินหรอ? "ร่างบางที่อยู่บนเตียงขยับตัวเล็กน้อย เมื่อรู้สึกโดนรบกวน...

"นี่แจจุงตื่นก่อน...ตัวนายร้อนมากเลยนะ ให้ตายเหอะ..."ชางมินพยายามคลายเสื้อผ้าชุดนักศึกษาของเมื่อวานออก ก่อนจะจัดเพื่อนรักให้นอนเข้าที่เข้าทาง...

"เดี๋ยวมานะ ฉันไปเอาผ้ากับน้ำอุ่นแปปนึง"

ร่างโปร่งรีบพุ่งไปทีห้องน้ำก่อนจะรีบรองน้ำอุ่นพร้อมกับผ้าสะอาดมาเช็ดตัวให้กับคนป่วยที่นอนไม่ได้สติบนเตียง...


"ขอบใจนะ ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย"ร่างเล็กเอ่ยขอบใจพลางส่งยิ้มให้...ถึงไข้จะยังไม่ลด แต่ก็สบายตัวขึ้นมาก....

"ว่าแต่ วันนี้จะไปซื้อของทำรายงานกันนี่นะ"

"ป่วยแบบนี้ยังคิดจะไปอีกหรอ?...อยู่บ้านเนี่ยล่ะ....รู้มั้ยว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงกันแค่ไหน....เห้อ...อยู่นี่แล่ะ เดี๋ยวเจอแดดก็ได้เป็นลมไปอีก"

"ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย... "

"ไม่ต้องเลย ไปซื้อแปปเดียวเอง เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เดี๋ยวนายจะได้ทำงานจนลืมป่วยแน่ๆ"

"เอางั้นก้ได้... "

"หิวมั้ย?...เดี๋ยวก่อนไป ฉันจะบอกคุณน้าให้ทำอะไรให้กิน"

"หิวสิ... "ร่างเล็กว่าพลางทำปากปลาทองแก้มป่อง มือเล็กยกขึ้นลูบท้องของตน...

"นายนี่นะ...ไม่ไหวเลย...งั้นเดี๋ยวฉันไปก่อนละกัน..ไว้จะรีบกลับมานะ"

"อื้อ"


..........
....................



เด็กหนุ่มร่างเล็กผิวขาวในเสื้อสีน้ำเข้มพอดีตัวกับกางเกงสามส่วนสีขาว...กำลังเดินผ่านเส้นทางเส้นหนึ่ง...ที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคย ตาโตค่อยสอดส่องสองข้างทาง มือหนึ่งถือแผนที่เล็กๆ...อีกมือคอยซับเหงื่อจากใบหน้าเนื่องจากอากาศตอนสายๆค่อนข้างจะร้อนไม่ใช่น้อย...

และแล้วเท้าเล็กก็หยุดลงตรงที่บ้านหลังหนึ่ง...ชั่งใจอยู่สักครู่ก่อนจะกดออดที่หน้าประตูบ้าน...

"มาหาใครคะ? "หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งออกมาเปิดประตูพลางต้อนรับอย่างสุภาพ...



"เอ่อ...ไม่ทราบว่าที่นี่บ้านของแจจุงรึเปล่าครับ? "

"เดินเร็วๆหน่อยมั้ยห๊ะ? มันสายมากแล้วนะ ป่านนี้แจจุงรอจนเหงือกห้อยย้อยแล้วมั้งเนี่ยยย.... "

"ซีวอนนนนนนนนน ช้าได้อีกใช่มั้ย!?... "

เสียงเล็กแหวชายหนุ่มตัวโตคนรักที่เดินเอื่อยเฉื่อยอย่างกะเด็กสองขวบ....

"ก็ของมันหนักนี่... "

"เห๊อะ!"ชางมินว่าพลางหันหลังไปส่งค้อนให้กับคนข้างหลังที่ถือของเต็มสองมือ ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเขามากนัก เพียงแต่ของส่วนใหญ่ที่เขาถือมันหนักน้อยกว่าเท่านั้นเอง...

แค่นี้ทำเป็นอ่อนแอ...ทำตัวยังกะหญิงสาวตัวอ้อนแอ้นงั้นแล่ะ..ถึกซะขนาดนี้ บ่นไปหมีไปได้...ตอนแรกใครใช้ให้หยิบไปหมดเองล่ะ พอจะหิ้วก็มาแย่งไปซะงั้น สมแล้วไม่ล่ะ เห๊อะ...เด็กหนุ่มไม่วายนึกด่าคนรักตัวเองในใจ...

"ชางมิน~~~"..น่ะ อ้อนอีกแล้ว...

"เห้ย ไอซีวอน ถ้ามึงยังไม่เลิกทำน้ำเสียงอ้อนปาตีนแบบนั้นอีกล่ะก็ กูจะเอาตีนยันหน้ามึงจริงๆนะ"มิกกี้ผู้อดทนมานานบอกขึ้น...กูก็หิ้วหนักไม่ต่างจากมึงเลยนะเว้ยยยย!??

และทั้งสามก็ใช้เวลาอีกไม่ถึงอึดใจดีก็มายืนอยู่ตรงรั้วบ้านสีเขียวทองของบ้านแจจุงเป็นที่เรียบร้อย...เมื่อเข้าบ้านแต่ละคนก็นั่งหอบแตกพักหายใจกันใหญ่...

"เห้อ..กว่าจะถึง...เล่นเอาลิ้นห้อยเลย"เด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งบอกพร้อมทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม มือเรียวยกขึ้นพัดระบายความร้อน...

"อ้าว..กลับกันมาแล้วหรือจ๊ะ?...ร้อนกันล่ะสิ...จะดื่มอะไรหน่อยมั้ย? จะได้มีเรี่ยวมีแรงก่อนทำงาน... "แม่แจจุงผู้แสนใจดีเอ่ยถามขึ้นอย่างอ่อนโยนเมื่อเดินออกมาจากห้องครัวแล้วเห็นสภาพเพื่อนทั้งสามของลูกชายที่หอบจนลิ้นจะห้อยยาวลากถึงประตูหน้าบ้านได้แล้ว...

"ไม่เป็นไรฮะ..เดี๋ยวพวกเราขอตัวขึ้นไปทำงานก่อนเลยดีกว่า...สายมากแล้ว... "

"เอางั้นหรอ?..ก็ได้จ้ะ ตามใจ..อ้อ..เมื่อกี๊เห็นมีเพื่อนแจจุงมาด้วยแน่ะ แม่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะ ตัวเล็กๆหน่อย ไม่รู้ว่ากลับไปรึยัง แต่แม่ว่าน่าจะยังอยู่ข้างบนนะ..ยังไงพวกลูกขึ้นไปกันก่อนเลยนะจ๊ะ....เดี๋ยวแม่ไปเตรียมของว่างแล้วเดี๋ยวจะเอาขึ้นไปให้.. "นางคิมพูดเสร็จก็หันหลังหายตัวเข้าไปหลังบ้านทันที ไม่ทันสังเกตถึงสีหน้าของแต่ละคนที่แทบจะเก็บลิ้นกันไม่ทันเลยทีเดียว...

"เพื่อนหรอ?...จะมีใครอีกล่ะ ก็ที่มหาลัยก็มีแค่พวกเราที่รู้จักบ้านแจจุงนี่น่า.... "ชางมินเพื่อนสนิทของคนร่างเล็กเอ่ยกล่าวทันที.

หรือว่า...

จะเป็น...


"ไม่รู้เหมือนกันแฮะ....เห้...นายจะไปไหนน่ะ ยูชอน!"


ชายหนุ่มที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาไม่ได้ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น....เมื่อสิ้นประโยคของแม่แจจุง...มิกกี้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง...ขายาวเรียวของเจ้าตัวพาเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองทันที โดยที่ไม่สนใจเสียงเรียกของอีกคน...


บานประตูสีขาวห้องของแจจุงปิดสนิท...มือเรียวของมิกกี้เอื้อมไปที่ลูกบิดประตูก่อนเปิดแง้มออก...เผยให้เห็นร่างบางที่นั่งหันหลังให้เขา...มือเรียวขาวต่างถูกยกจับต้นแขนสองข้างวางอยู่ด้านหน้าคล้ายท่ากอดอก..ดวงหน้าหันออกไปทางหน้าต่างที่มีแสงแดดส่องสว่างลอดม่านเข้ามา...


เป็นไปตามที่เขาคิด...

แม้ร่างบางจะไม่ได้หันมาเผชิญหน้ากับเขาอยู่....

แต่เขาก็บอกได้ว่า...

แจจุง...


กำลังร้องไห้...


แผ่นหลังที่ดูเหมือนนิ่งเฉย...

ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว...

มือสองข้างที่ร่างเล็กใช้จับแขนตัวเองอยู่นั้น....

ก็เพื่อบังคับตัวเองไม่ให้สั่นจากการร้องไห้โดยการยึดแขนตัวเองเป็นที่มั่น....


นั่นคือสาเหตุที่บางครั้งเขาสังเกตเห็นรอยแดงที่แขนของคนตัวเล็กนั่นเอง...


มิกกี้มองหลังของคนที่แอบรักด้วยดวงตาเศร้าสร้อย...

อยากเข้าไปปลอบ....

อยากเข้าไปดูแล...

แต่ขายาวเจ้ากรรมกลับก้าวไม่ออก....

เพราะกลัวว่าถ้าหากโดนปฏิเสธ...

เขายอมที่จะมองและดูแลจากทางด้านหลังเพียงแค่นี้ยังจะดีซะกว่า...


ดวงตาคมละสายตาจากแผ่นหลังนั่น ก่อนจะหลุบต่ำลงพื้นอย่างคนหมดหวัง...แต่แล้วสิ่งที่เกินจะคาดคิดภายในสมองของมิกกี้ก็เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งตัว...

"ยูชอน... "


"ช่วย...ฮึก...ช่วยฉันทีสิ....ฮึก... "


"มันเจ็บ...เจ็บไปหมดแล้ว....ตรงนี้มันเจ็บเหลือเกิน... "


จู่ๆร่างเล็กก็ขานชื่อของมิกกี้ด้วยน้ำเสียงท้อแท้หมดหวัง...มือเล็กกุมเข้าที่อกข้างซ้ายตลอดเวลาที่พูดคำว่า..เจ็บ....ดวงหน้าขาวเปรอะเปื้อนได้ด้วยน้ำตาไหลรินจากดวงตาสวยอย่างไม่อาจห้ามได้...

ไม่ต้องเสียเวลาให้เรียกครั้งที่สอง...มิกกี้มุ่งตรงไปที่ร่างเล็กและสวมกอดทันที...

มือเล็กขาวของอีกคนกำจิกแน่นเข้าที่เสื้อของร่างสูง ใบหน้าซบลงตรงอกกว้างอย่างไม่อายใคร...ขอบตาช้ำร้อนผ่าวไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินอย่างต่อเนื่อง...เมื่อยิ่งคิดถึงประโยคของคนที่จากไปเมื่อสิบนาทีก่อนก็ยิ่งทำให้ร้องหนักขึ้นไปอีก...

.
.
.


"ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนเลยว่า ผมมาที่นี่ไม่มีใครบอกให้มา และผมมาโดยที่ไม่มีใครรู้... "


"แจจุงไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ เพียงแค่ให้เวลาผมนาทีเดียว เพื่อจะพูดในสิ่งที่ผมอยากพูดมาตลอด... "


"ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ผมผิดเองที่ยึดยุนโฮเอาไว้เป็นที่พึ่งของผมคนเดียวโดยไม่ได้คิดถึงใครคนอื่น ผมรู้ว่ามันเป็นการเห็นแก่ตัวที่ยากจะให้อภัยได้ และผมก็ไม่ขอให้แจจุงให้อภัยผม...แต่ผมขออย่างเดียว...กรุณาให้โอกาสยุนโฮอีกสักครั้ง...เพราะถ้าเพียงแต่ไม่มีผมสักคน พวกคุณก็คงไม่เป็นแบบนี้...ไม่ใช่ว่ายุนโฮโลเล..หรือจับปลาสองมือ...แต่เพราะใกล้ชิดและความสนิทสนม รวมถึงปัญหาที่ผมมี มันเป็นสาเหตุทำให้คุณสองคนต้องเข้าใจผิดกัน... "



"ผมมั่นใจ ยุนโฮไม่เคยรักผม เขาเพียงแต่สงสารผม...เท่านั้นเองจริงๆนะฮะ... "



"ยุนโฮไม่เคยลืมแจจุง และไม่เคยเลิกรักแจจุง...และมันจะไม่มีวันนั้น.... "



.
.
.



ตกลงทุกวันนี้ที่ฉันทำไปทั้งหมด...

มันเพื่ออะไร?..



ทำไม..

ทำไม..

ทำไมนายถึงต้องเข้าใจผิด...

ทำไมตอนนั้นถึงเลือกทงเฮ...ไม่ใช่ฉัน..

ถ้าเพียงแต่ครั้งนั้นนายเลือกฉัน....

ฉันจะไม่มีวันไปจากนาย...


ฉันจะต้องทำยังไง?...

บอกฉันที...

มันเจ็บ...

เจ็บไปหมดแล้ว...

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน...

ก็มีแต่คำว่าเจ็บปวด...


อยากจะกลับไป...

แต่ก็กลัว...


แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป...

ฉันก็จะเป็นแบบนี้....

จะยังรักนายแบบนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง..



พระเจ้า...

บอกผมที...

บอกผมทีว่าควรทำยังไง...



"อย่าร้องเลยนะ...อย่าร้อง "ชายหนุ่มร่างสูงปลอบด้วยน้ำเสียงที่พยาพยามคุมไม่ให้สั่นเครือ...มือใหญ่กอดตอบแน่นที่สุดเท่าที่ทำได้...ดวงตาคมปิดลงเพื่อซ่อนความเศร้าและเสียใจที่ตนมีไม่ต่างจากร่างเล็กในอ้อมกอด...

เขาจะทำยังไงดี...

ไม่อยากให้คนคนนี้ต้องเจ็บอีกต่อไปแล้ว...


.
.
.




"จะไม่หยุดเรียนจริงๆหรอ? "

"ได้ไงล่ะ...พวกเราอุตส่าห์ทำโปรเจคกันแทบตายจนเสร็จ ฉันก็อยากรู้นิน่าว่าจะได้คะแนนออกมาเท่าไร....จะให้หยุดได้ไงล่ะจริงมะ?"เด็กหนุ่มร่างบางเอ่ยตอบร่างสูงที่ยืนทำสีหน้าไม่สบายใจอยู่หน้าประตูห้องนอนของเขาพร้อมๆกับส่องกระจกแต่งตัวไปด้วย...


อีกคนไม่พูดอะไร...ได้แต่ถอนหายใจภายในอก ดวงตาคมหลุบลงมองพื้นตามนิสัย...

เพิ่งหายจากไข้ไม่นานแท้ๆ...ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะจะทำยังไง?...


"เอาน่า ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วสักหน่อย ให้ฉันไปดูผลงานของพวกเราหน่อยเถอะนะ ยูชอน"ร่างบางเห็นท่าทางร่างสูงจึงละออกจากกระจกบานใหญ่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม...

"เห้อ...ตามใจ แต่ถ้ารู้สึกไม่ดีหรือยังไงต้องบอกนะ.. เข้าใจมั้ย?"มิกกี้จำใจยินยอมแต่ไม่วายกำชับกับคนตัวเล็กพลางยกนิ้วขึ้นทำท่าเหมือนดีดหน้าผากอย่างไม่จริงจังนัก...

"รู้แล้วน่า...ไปกันเหอะ เดี๋ยวอีกสองคนรอนานแล้วเดี๋ยวก็ได้บ่นอีก... "


........
......................



ที่มหาลัย

ในห้องล๊อกเกอร์เปลี่ยนเสื้อผ้า...


"เก้าสิบหก...เก้าสิบหกเองนะ...ให้ตายเหอะ พวกเราทำจนแทบตาย เลือดตาแทบกระเด็น อ้วกแทบกระอัก...ให้อีกสองคะแนนก็จะได้เอบวกแล้ว อึ๋ยยยย ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ... "

"เอาหน่าชางมิน...แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วนี่น่า ไว้คราวหน้าทำใหม่ก็ได้"แจจุงเอ่ยปลอบใจเพื่อนรักที่บ่นเรื่องนี้ตั้งแต่คาบแรกเมื่ออาจารย์ให้คะแนนโปรเจคของพวกเขา...จริงๆแล้วงานของพวกเขาแทบจะเรียกได้ว่าไร้ที่ติเลยก็ว่าได้...และยิ่งเมื่อเทียบกับชิ้นงานของคนอื่นๆแล้วล่ะก็...งานอื่นเรียกได้ว่าไม้จิ้มฟันไปเลย...แต่อาจารย์ก็สามารถหาที่ตำหนิและข้อผิดพลาดอยู่ดีนั่นแล่ะ...คะแนนที่ได้มาถึงจะสูงสุดของห้อง แต่ก็ยังคงไม่เป็นที่พอใจของชิม ชางมิน เด็กเรียนผู้มุ่งมั่นอยู่ดี...

"เชอะ งานหน้าจะเอาให้เกินร้อยเลยคอยดู...หึ"เด็กหนุ่มว่าอย่างจริงจังพลางเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างทุลักทุเลไปด้วย...

พวกเขาทั้งสี่คนลงวิชากรีฑาเป็นวิชาเลือกอิสระ ทุกวันที่มีลงเรียนหนังสือ ก่อนกลับบ้านทั้งสี่จะมาซ้อมวิ่งด้วยกัน..

"แล้วนี่จะลงเล่นหรอ?... "มิกกี้ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินมาถามคนตัวเล็กที่กำลังผูกเชือกรองเท้าอยู่...ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คนในห้อง คนส่วนใหญ่เปลี่ยนเสื้อกันเรียบร้อยและออกไปวอร์มร่างกายกันที่โรงยิมแล้ว รวมถึงซีวอนผู้รักวิชานี้เป็นชีวิตจิตใจด้วย...ปกติก็จะรอชางมินอยู่หรอก...แต่เพราะทนกับเสียงบ่นตลอดวันกับเรื่องโปรเจคที่ได้คะแนนเพียงแค่เอลบในความคิดของชางมินไม่ไหว ครั้งนี้จึงแอบแว๊บหายไปก่อนใครเพื่อน...

"ลงสิ...ฉันจะซ้อมวิ่งแล้วจะลงแข่งในงานกีฬาที่มหาลัยจนได้ถ้วยเลย คอยดู.. "คนตัวเล็กว่าพลางท่าทางประกอบทำเอาชายหนุ่มอีกคนอดที่จะอมยิ้มไม่ได้...


เพราะนายน่ารักแบบนี้...

ฉันถึงไปไหนไม่ได้ยังไงล่ะ...



ทั้งสี่วิ่งวอร์มอัพและซ้อมวิ่งกันอย่างขะมักเขม้น...เมื่อหมดชั่วโมงแล้วก็ยังคงไม่เปลี่ยนเสื้อ...ต่างก็วิ่งเล่นกันต่ออีกสักพัก...


"เดี๋ยวฉันไปล้างหน้าหน่อยนะ...ไม่ไหวละ ร้อนจะแย่"แจจุงที่เพิ่งวิ่งไล่ชางมินเกือบสามสี่รอบสนามใหญ่ๆเอ่ยขอตัว...ก่อนจะรีบแว๊บไปแถวหลังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีตู้น้ำเย็นตั้งอยู่....


"อ๊ะ...เอาอีกละ แย่จริงเลย"คนตัวเล็กอุทานอย่างตกใจเมื่อจู่ๆล้างหน้าแล้วคอนแทคของตนก็หลุดออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตาโตที่มีเลนส์ใส่อยู่อีกข้างพยายามเพ่งมองหาตามที่พื้นอย่างยากลำบาก...

"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ปิดตาให้สนิท ไม่ก็ให้ถอดคอนแทคออกไปก่อนเลยเวลาจะล้างหน้าน่ะ"เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นเยื้องไปทางด้านข้างหลังของตัวเล็กไม่ไกลนัก...เมื่อแจจุงหันหน้าไปก็พบเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นพร้อมๆกับมือใหญ่ที่ยื่นออกมา บนมือมีคอนแทคที่เจ้าตัวกำลังมองหาอยู่...

"ครั้งที่แล้วกว่าจะหาเจอก็ปาไปเกือบชม. ยังไม่เข็ดเลยจริงๆนะ"

".........."

ร่างบางไม่เอ่ยปากพูดอะไร...สายตาไม่แม้จะมองไปที่คอนแทคในมือของคนร่างสูงด้วยซ้ำ...

"เป็นอะไรไป เอาไปใส่สิ เดี๋ยวก็ปวดตาหรอก...ครั้งที่แล้วนายปวดมากเลยไม่ใช่หรอ พอไม่ได้ใส่นานๆแล้วค่อยไปใส่อีกทีน่ะ... "

"........."

เหมือนเดิม...สิ่งที่ร่างบางให้มีเพียงแต่ความเงียบงำ...ใบหน้าหวานเบือนไปอีกทาง ปากบางเม้มแน่น...

"แจจุง..เป็นอะไรล่ะ...เอาไปใส่สิ...เดี๋ยวนายจะเคืองตาเปล่าๆ...ครั้งที่แล้วที่ไปหาหมอ.... "


"พอสักที!...นายเลิกพูดถึงอดีตได้แล้ว... "ร่างเล็กที่อดทนมานานหันหน้ากลับมา พลางขึ้นเสียงใส่...

"นายคิดว่าพูดถึงแต่อดีตแล้วมันจะช่วยอะไรได้งั้นหรอ?...นายทิ้งฉันนานเกินไปจนฉันลืมเรื่องพวกนั้นหมดแล้วล่ะ....ขอตัวก่อนนะ"แจจุงหันตัวกลับทันที...


อย่านะ...

อย่าเพิ่งร้อง....


ไม่ใช่ตอนนี้....


"เดี๋ยวสิ!...แจจุง...ฟังฉันก่อน... "

"ฉันฟังนายมามากพอแล้ว... "

"ฉันจะไม่ยอมแพ้....ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจ...ฉันจะแสดงให้นายเห็นว่าฉันรักนายแค่ไหน...ฉันจะไม่เลิกรักนาย...ได้ยินมั้ย? ฉันจะไม่มีวันเลิกรักนาย!.. "ร่างสูงพูดไล่หลังคนที่กำลังเดินจากไป...และไม่ลืมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำกับตนเอง..




"ฉันรักนาย...แจจุง... "




แจจุงที่เดินหนีจากยุนโฮมา วิ่งเร่งฝีเท้าอย่างไม่คิดชีวิตจนมาหยุดลงแถวๆสวนหลังมหาลัย...ก่อนจะทรุดนั่งพิงต้นไม้ต้นใหญ่บริเวณนั้น.

ด้วยความเหนื่อยล้าจากการซ้อมวิ่งตลอดเย็น...และไหนยังจะเพิ่งฟื้นตัวจากไข้...ตอนนี้ร่างบางหอบหายใจแรง...สายตาเริ่มพร่ามัว...ไม่รู้เป็นเพราะน้ำตาที่ไหลรินหรือเพราะความเหนื่อยล้าของร่างกายกันแน่..

เสียงลมหายใจแผ่วเบาลงเรื่อยๆ...และขณะที่กำลังจะหมดสติ ร่างบางเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาทางเขา ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับวูบลง...

.
.
.


"อ่อนเพลียนิดหน่อยน่ะ คงพักผ่อนไม่พอ เดี๋ยวนอนสักพักก็คงหายแล้วล่ะ.. "

"ขอบคุณครับ"
"พอเขาตื่นแล้วให้กินยานี้นะ เดี๋ยวฉันต้องไปล่ะ มีธุระที่โรงพยาบาลน่ะ"

"ครับ"


ชายหนุ่มร่างสูงโค้งตัวอย่างมีมารยาทให้กับหมอที่ประจำอยู่ที่ห้องพยาบาลของมหาลัย เมื่อเธอเดินออกไปแล้วจึงหันกลับไปมองร่างบางที่นอนหลับตาพริ้มบนเตียง...

ร่างสูงเดินมาข้างเตียงก่อนจะทรุดตัวนั่งลง....มือใหญ่กุมเข้าที่มือขาวเล็ก..

"ฉันขอโทษ....ขอโทษนะแจจุง.."


ตึก ตึก ตึก !!!!!!!

ปัง!!!


"แจจุง!!!! "

ผู้มาใหม่วิ่งเปิดประตูห้องพยาบาลเข้ามา ก่อนจะผลุนผลันไปที่อีกข้างของเตียงร่างเล็กทันที..สีหน้าเป็นห่วงอย่างชัดเจน...แต่เมื่อสายตาสบเข้ากับคนตรงข้ามที่จับมือแจจุงอยู่ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว..

"นาย!!! นายทำอะไรแจจุง!!!"ว่าแล้วไม่พูดอย่างเดียว ตรงเข้ากระชากเสื้อของอีกคนอย่างไม่รอช้า

"นายใช่มั้ยที่ทำให้แจจุงเป็นแบบนี้???!!!เมื่อไรจะเลิกยุ่งกับแจจุงสักที...แค่นี้เขายังเจ็บไม่สะใจนายรึยังไง!!!?? "

""

"อยากเห็นเขาตายต่อหน้านายถึงจะพอใจใช่มั้ย?!!!... "


"นายคิดว่าฉันอยากให้มันเป็นแบบนี้รึไง?!!!"

"ฉันรักแจจุง ฉันจะแสดงให้เขาเห็น ยังไงฉันก็ไม่มีวันยอมแพ้"


"รักหรอ?...นายยังกล้าพูดคำนี้อีกหรอ? ทั้งๆที่นายเห็นสามเดือนกับคนอื่นดีกว่ารักสามปีของนาย...ยังงี้ยังเรียกว่ารักได้อีกอย่างงั้นเรอะ???!! "

"ใช่ฉันยอมรับว่าฉันมันโง่เอง...ฉันทำผิดพลาดไป....แต่ตอนนี้ฉันรู้ตัวแล้ว..และแจจุงก็ยังไม่มีใคร..ทำไมฉันจะพยายามอีกครั้งไม่ได้? หรือที่นายพูดมานี่ กลัวอะไรกันแน่?? "

"....."


"นายเองก็ชอบแจจุงไม่ต่างกันไม่ใช่มั้ยล่ะ?... "

"เพราะแบบนี้นายถึงได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเกินจำเป็นสินะ?? "


"นายหุบปากไปเลยนะ...ถึงยังไงฉันก็ไม่เคยทำให้แจจุงเสียใจ ไม่เหมือนนายที่แจจุงไว้ใจและรักมากที่สุด แต่นายกลับทรยศอย่างเลือดเย็น...แบบนี้นายยังมีหน้าจะกลับมาแล้วบอกว่ารักแจจุงอีกอย่างนั้นเรอะ? "

"ถ้าไม่ใช่เพราะทงเฮนายจะไป นายก็ยังคงดักดานไม่รู้อะไรสินะ มารู้ตัวตอนไม่เหลือใคร ไม่ทุเรศไปหน่อยหรอ? "

".........."

"เลิกยุ่งกับแจจุงซะ..ถ้านายยังรังควาญไม่เลิกล่ะก็...ฉันจะไม่อยู่เฉยอีกต่อไป"


"ฉันบอกแล้วไง... "

"ฉันรักแจจุง...และฉันจะไม่มีวันยอมแพ้"


ปัง!


หลังจากจบบทสนทนาดุเดือดนั่นแล้ว...ร่างสูงก็เดินออกไป ทิ้งท้ายให้มั่นใจอีกด้วยว่า ยังไงก็ไม่มีทางยอมถอนตัวง่ายๆแน่...

มิกกี้จ้องประตูห้องพยาบาลที่ถูกปิดไปแล้วอย่างไม่ลดละราวกับยุนโฮยังยื่นอยู่ตรงนั้น มือใหญ่กำแน่นด้วยอารมณ์ที่ครุกกรุ่น..

ชายหนุ่มหันตัวกลับ...และก็ต้องพบกับร่างเล็กที่ตื่นขึ้นนั่งบนเตียงเป็นที่เรียบร้อย

"แจจุง... "ความโกรธโมโหที่ตอนแรกมีนั้นพลันหายไปทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของคนตัวเล็กตรงหน้า...และไม่รอช้า ร่างสูงสาวเท้าเร็วๆไปที่เตียงทันที...

"ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?...เจ็บตรงไหนรึเปล่า?... "

"........"

"ลุกไหวมั้ย?...ชางมินคงกำลังมาแล้วล่ะ...เดี๋ยวกลับบ้านกันเลยละกันนะ"มิกกี้ว่าพลางพยายามพยุงร่างเล็ก แต่แจจุงกลับนิ่งไม่ขยับ...

"แจจุง...ทำไมหรอ? ยังไม่อยากกลับบ้าน?...หรือหิว?...จะไปหาอะไรกินกันก่อนกลับก็ได้นะ... "

"ขอโทษ"

"หือ?? "

"ขอโทษ..ฮึก.."

"แจจุง!.."

"ขอโทษ...ฮึก..ขอโทษ... "


ขอโทษ..

ขอโทษที่ฉันทำให้นายต้องเจ็บปวด...

ขอโทษที่ไม่เคยรู้อะไรเลย...

เพราะฉันคิดถึงแต่ตัวเองแท้ๆ...

ทำให้ฉันมองข้ามความรู้สึกของนายไป...


ขอโทษ..

ขอโทษนะยูชอน...


"ไม่ต้องขอโทษหรอก...ไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อย... "

ฉันเองต่างหากที่ผิด...

รัก...

ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นยังไง...



........
.............................


ห้องนอนแจจุง


"ยูชอน..วันนี้ขอบคุณมากนะ... "

"ไม่เป็นไรหรอก...ว่าแต่..นายไม่เป็นอะไรแน่นะ"

"อะ..อืม... "

"งั้นถ้ามีอะไร ฉันกับซีวอนอยู่ข้างล่างนะ"

"อืม... "

มิกกี้ทอดสายตามองร่างเล็กที่ถามคำตอบคำ สายตาเลื่อนลอยมองออกไปที่หน้าต่าง..สุดจะรู้ได้ว่าทอดมองไปที่ใด..

ร่างสูงสาวเท้าไปที่หน้าประตูห้อง...มือเรียวยาวเอื้อมจับเข้าที่ลูกบิดประตู....


"เป็นฉัน ไม่ได้หรอ? "


"ให้ฉันได้ดูแลนายจะได้มั้ย? "



จบประโยคร่างสูง..ใบหน้าเรียวเล็กก็ละจากหน้าต่างเบื้องหน้า..หันไปมองแผ่นหลังของคนที่อยู่อีกฟากของห้องช้าๆ...ดวงตาเบิกโตอย่างตกใจ..




"ฉันรักนาย"


"ฉะ..ฉัน... "

"นายยังไม่ต้องให้คำตอบก็ได้....ฉันจะรอ..รอจนกว่านายจะพร้อม.... "

"ยูชอน... "

"เดี๋ยวฉันจะลงไปเอานมขึ้นมาให้นะ.... "

"ขอโทษ... "

"หรือจะเอาคุ้กกี้ด้วยมั้ย?.. "

"ขอโทษ...ขอโทษ....ยังไงฉันก็คงรักยูชอนไม่ได้... "

"......."


ตาเรียวของชายหนุ่มปิดลง...มือใหญ่กำแน่นเข้าที่ลูกบิดราวกับจะบีบให้มันแตกเป็นเสี่ยงๆ..

"แล้วจะเอาอะไรอีกมั้ย? "


บทสนทนาที่สื่อสารกันคนละเรื่องคนละราว...

คนนึงพยายามพูดที่จะไม่ทำร้ายจิตใจ...

กับอีกคนที่พยายามพูดนอกเรื่อง..เพราะไม่อยากยอมรับความจริง..

แต่ผลที่ได้..

ต่างก็เจ็บปวดด้วยกันทั้งคู่..


ร่างบางเบือนหน้าเรียวขาวไปทางหน้าต่าง...น้ำตาที่รื้น..ไหลรินลงอ้ามแก้ม..


ฉันขอโทษนะยูชอน....

ถ้าเป็นนายได้ก็คงดีสินะ...

แต่เพราะร่างกายของฉัน...

มันไม่เคยลืมสัมผัสของอีกคน...

หัวใจฉัน

มันรักใครไม่ได้อีกแล้ว



"ฉันจะรอ..รอจนกว่านายจะลืมเขา ไม่ว่านานแค่ไหนก็จะรอ"หลังจากที่ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในห้องพักใหญ่ ร่างสูงจึงตัดสินใจพูดขึ้น...

"รอหรอ? อย่ารอเลย...นานแค่ไหนตัวฉันเองก็ยังตอบไม่ได้..มันไม่มีทางที่จะเป็นวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือมันอาจจะเป็นตลอดไปก็ได้นะ"

"ทำไมนายไม่ลองเปิดใจดูบ้าง? ลองให้โอกาสกับคนอื่นบ้าง...ได้มั้ย? "


แจจุงแค่นยิ้มกับตัวเองก่อนเอ่ยตอบออกไป

"นายอาจจะไม่เข้าใจ สำหรับบางคน...รักครั้งแรกมันไม่ได้ลืมง่ายๆหรอกนะ"


มันเปรียบเสมือนแผลเป็นที่ไม่มีวันลบเลือน...

ที่จะติดอยู่กับใจไปตลอด..

ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม...

ฉันไม่คิดจะซ้ำแผลเก่าให้มันลึกมากไปกว่านี้...

และก็ไม่คิดที่จะเพิ่มแผลใหม่ทั้งๆที่แผลเก่ายังปิดไม่สนิทเหมือนกัน...



ขอโทษนะยูชอน...

ขอโทษจริงๆ...


มิกกี้ก้มหน้าลง...มือใหญ่บีบแรงขึ้น..พลางคิดอย่างเจ็บปวด


ไม่เข้าใจอย่างนั้นหรอ?

ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ..แจจุง..

ในเมื่อนายเองก็เป็นรักแรกของฉัน...


ความเจ็บปวดของรักแรก..

มันไม่ได้เจ็บเพราะโดนคนรักบอกเลิกอย่างเดียวหรอกนะ...

รักแรกที่ถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่ม...

มันก็เจ็บไม่แพ้กัน...

.
.
.

ปัง!!

"เห้อ~~"


ทันทีที่ประตูปิดยุนโฮทรุดตัวลงหลังพิงกำแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง...สองมือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าของตนพร้อมถอนหายใจ...

ไม่ได้...

จะยอมแพ้ไม่ได้...

นี่มันเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น...


ร่างสูงทอดสายตามองออกไปยังหน้าต่างเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย...ความรู้สึกผิดปนเปไปกับความเจ็บปวดที่ได้รับ...

ตอนนั้นแจจุงจะเจ็บอย่างที่เขาเจ็บแบบนี้รึเปล่านะ?...

เหมือนหายใจไม่ออก...

หัวใจเหมือนไม่หยุดเต้นไปเลยก็เต้นรัวเสียจนเหมือนมันจะกระเด็นออกมา...


ไม่ว่าวินาทีใด...

ความรู้สึกก็มีแต่คำว่า

...เจ็บ...


ยุนโฮนึกย้อนไปถึงครั้งตอนที่เคยคุยกับคิบอมเมื่อไม่นานมานี้มากนัก...ก็ยิ้มเยาะหัวเราะให้กับตัวเองอย่างเสียไม่ได้...

.
.
.


"ฉันขอโทษนะ...ที่เคยพูดไม่ดีกับนายไปเมื่อครั้งก่อน"จู่ๆคิบอมก็เอ่ยขึ้นกับยุนโฮในตอนที่ทั้งสองยืนรับลมอยู่ที่ระเบียงเพียงแค่สองคน รออาหารเย็นที่ทงเฮกำลังลงมือทำในครัว...

"ไม่ต้องขอโทษหรอก...มันก็เป็นเรื่องจริงนินะ"

"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...อย่างน้อยนายก็เป็นคนดูแลทงเฮ...ถ้าเป็นคนอื่น...ฉันไม่มั่นใจว่าจะมีวันนี้สำหรับฉันกับทงเฮอีกรึเปล่า... "

"ทงเฮน่ะ เขารักแต่นายมาตลอด...ไม่ต้องคิดมากหรอก "

"นายก็รักแต่แฟนเก่านายเหมือนกันนั่นแล่ะ... "

"ใช่...ฉันไม่เคยรู้สึกโง่ขนาดนี้มาก่อนเลย...ที่ฉันเลือกที่จะดูแลทงเฮ เลือกที่จะอยู่เคียงข้าง...นั่นก็เพราะอะไรหลายๆอย่างในตัวทงเฮเหมือนแจจุงจนน่าตกใจ...แต่ก็มีหลายๆเรื่องที่แจจุงไม่มี...ฉันเลยรู้สึกคุ้นเคยพร้อมๆกับเหมือนได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆไปด้วย.... "ร่างสูงพูดพร้อมเงยหน้ามองบนท้องฟ้า และยิ้มอย่างไม่รู้ตัว...

"แต่คนที่ทำให้ฉันยิ้มได้ไม่ว่าเมื่อไร...เพียงแค่นึกถึงก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล...มีแค่แจจุงคนเดียว... "

ตลอดหนึ่งปีที่อยู่กับทงเฮมา...

ใช่ว่าเขาจะไม่มีความสุข...

แต่เมื่อเขากลับมาพบแจจุงอีกครั้ง...

เขาจึงได้รู้ว่า...

เขาไม่ได้ลืมร่างบางเลยแม้สักวีนาทีเดียว...


"ยังไงฉันก็ขอให้นายเข้าใจกันเร็วๆก็แล้วกัน"

"ขอบใจนะ"



.
.
.



จะอีกหนึ่งปี สองปี หรือต่อให้อีกสิบปี...

เขาก็จะรอ...

รอจนถึงวันที่เขาจะกลับไปมีแจจุงเคียงข้างอีกครั้ง...


.....
............

เช้าวันรุ่งขึ้นร่างสูงตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่...แต่งตัวเสร็จตั้งแต่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะส่องแสงแตะแต้มขอบฟ้า เนื่องจากวันนี้ไม่มีเรียน เขาจึงตั้งใจจะแวะไปหาทงเฮที่คอนโดเพราะอีกเพียงสองอาทิตย์ร่างเล็กก็จะบินลัดฟ้ากลับอเมริกา และอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้...อีกทั้งช่วงอาทิตย์หน้าที่มหาลัยจะมีสอบติดกันหลายวัน เขาจึงคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะไปเยี่ยมทงเฮเป็นครั้งสุดท้าย...

เมื่อถึงหน้าประตูคอนโด ร่างสูงกดกริ่งพอเป็นพิธี แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีใครมาเปิดประตู ยุนโฮจึงลองบิดที่ลูกบิดประตู ประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นในห้องอันว่างเปล่า ไม่มีแม้เฟอร์นิเจอร์สักชิ้นเดียว...ร่างใหญ่นิ่งคิดพักใหญ่ก่อนที่จะรีบวิ่งออกจากห้องกดลิฟท์ลงไปยังชั้นล่างอย่างไม่รีรอ...

"ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคนที่ชื่อ ลี ทงเฮ ที่พักห้อง 709 ไม่อยู่ที่นี่แล้วหรอครับ? "

"สักครู่นะคะ"เสียงพนักงานประชาสัมพันธ์ประจำคอนโดหรูใจกลางเมืองกล่าวก่อนจะหันไปง่วนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์สักพักและให้คำตอบแก่ร่างสูงอย่างรวดเร็วทันใจ

"อ๋อค่ะ คุณ ลี ทงเฮ ได้ย้ายออกไปประมาณอาทิตย์ก่อนแล้วน่ะค่ะ"

"ขะ..ขอบคุณครับ"ร่างสูงตอบรับอย่างงวยงงก่อนที่กำลังจะหันหลังกลับ แต่ก็ถูกเรียกจากพนักงานคนเดิมซะก่อน...

"อ้อ..คุณใช่ คุณจุง ยุนโฮหรือเปล่าคะ? "

"ครับ"

"คุณลี ทงเฮ ได้ฝากนี่ไว้สำหรับคุณค่ะ"หญิงสาวยื่นจดหมายสีขาวซองหนึ่งที่ด้านหน้าเขียนชื่อของร่างสูงไว้...ยุนโฮยื่นมือไปรับพร้อมพึมพำกล่าวขอบคุณ ก่อนจะรีบเดินไปหามุมนั่งและแกะจดหมายเปิดอ่านทันที...


"สวัสดีฮะ ยุนโฮ...ผมต้องขอโทษที่ผมย้ายออกโดยไม่ได้บอกนะฮะ...พอดีมีเรื่องกระทันหันนิดหน่อย คิบอมต้องกลับบ้านด่วน ผมก็เลยตัดสินใจกลับพร้อมคิบอม...ขอโทษที่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ลายุนโฮเลย...แต่ยังไงผมก็ขอบคุณมากๆนะฮะ หนึ่งปีที่ผ่านมาที่ยุนโฮคอยอยู่เคียงข้างผมมาโดยตลอด ทั้งๆที่ผมแท้ๆเป็นตัวก่อนปัญหาให้ยุนโฮกับแจจุงต้องเข้าใจผิดกัน...และยังไปโดยไม่ได้ลาอีก...อย่าโกรธผมเลยนะฮะ...สุดท้ายนี้ขอให้ยุนโฮกับแจจุงปรับความเข้าใจกันได้เร็วๆ และมีความสุขมากๆนะฮะ

จาก ลี ทงเฮ.... "


เมื่อยุนโฮอ่านจบ..เขาไม่นึกโกรธร่างบางสักนิด...แต่ที่อยู่ในใจอย่างชัดแจ้งตอนนี้คือ เขาไม่ได้คิดอะไรกับทงเฮเลยจริงๆ...เพราะความรู้สึกตอนนี้ เขารู้สึกได้เลยว่า...ไม่มีความเจ็บปวดใดๆเลย เมื่อรู้ว่าทงเฮจากไป..

"น่าจะโทรมาบอกกันก่อนสิน้า... "ร่างสูงนั่งอีกสักพักก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากอาคารหรูแห่งนั้น...


ฉันจะต้องไม่ยอมแพ้..

เป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะ..

ทงเฮ...


..
..


ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในโซล


"ทำแบบนี้ดีแล้วหรอ? ทงเฮ"

"ดีแล้วล่ะฮะพี่ ผมไม่อยากเป็นภาระให้กับเขาทั้งสองอีกแล้ว แจจุงกับยุนโฮต้องเข้าใจผิดและเลิกกันเพราะความไม่เอาไหนและความเป็นเด็กของผมแท้ๆ...ผมไม่อยากให้เขาต้องมีเรื่องกลุ้มใจอะไรอีก...แค่นี้ผมก็ดูเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวจนไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะฮะ..."เด็กหนุ่มตอบผู้เป็นพี่สาวที่เพิ่งบินตรงมาจากอเมริกาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด...ทั้งๆที่ยุนโฮเป็นคนดูแลเขามาตลอดแท้ๆ แต่พอคิบอมกลับมา กลายเป็นว่าเขาหนีไปมีความสุขเพียงคนเดียว...อีกคนกลับต้องเสียคนรักไปเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง...

เขารู้สึกผิด แต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขได้ยังไงดี...

เขายอมดูเป็นคนแย่ในสายตาทุกคน...

จึงตัดสินใจไปคุยกับแจจุง...

ยอมให้แจจุงเข้าใจผิดและเกลียดเขาไปเลยก็ยังดี ถ้าหากเขาสามารถทำให้ยุนโฮและแจจุงกลับมารักกันได้....

เพราะในสิ่งที่เขาทำ...

มันก็เลวร้ายไม่ได้แตกต่างอะไรนักอยู่แล้ว...



"แล้วนี่หมอว่าอาการคิบอมเป็นยังไงบ้างล่ะ? "

"ก็..ยังไม่มีอะไรแน่นอนเลยฮะ...คิบอมหนีมาเกาหลีโดยไม่ได้บอกใคร...ก็เลยไม่ได้ทำเรื่องการรักษาอะไรสักนิด....เมื่อเช้าอาการก็กำเริบหนักมาก... "ร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงกังวลหนักจนคนข้างตัวรู้สึกได้...ร่างสูงมีอาการเจ็บคอเรื้อรังมาเกือบอาทิตย์แล้ว..แต่ก็ดื้อดึงไม่ยอมมาหาหมอจนเมื่ออาการทรุดหนักลงจนทงเฮต้องลากมาโรงพยาบาลจนได้

"ไม่เอาหน่า...คิบอมต้องหายเป็นปกติ อย่าคิดมากเลยนะ"ผู้เป็นพี่สาวปลอบปะโลมน้องชายที่ไม่ยอมไปไหนมาไหน...เอาแต่นั่งเฝ้าที่โรงพยาบาลมาตลอด...ตอนนี้กำลังรอผลการตรวจอีกครั้งหลังจากอาการเพิ่งจะกำเริบเมื่อเช้ามืด...

"แล้วเราจะกลับอเมริกาได้เมื่อไรล่ะ? "

"ก็คงหลังจากรักษาคิบอมให้อาการดีขึ้นก่อน แล้วก็คงกลับน่ะฮะ...พี่จะกลับเลยหรือว่ายังไงฮะ? "

"รอกลับพร้อมกันก็ได้ ช่วงนี้พี่เคลียร์งานทางโน้นเรียบร้อยแล้ว"


แอ๊ด~~

"ญาติผู้ป่วยใช้มั้ยครับ? "

"ฮะหมอ..คิบอมเป็นยังไงบ้างฮะ? "ร่างเล็กกระเด้งออกจากเก้าอี้ทันที เมื่อคุณหมอเดินออกจากห้องมา...

...........
...................


ห้องสี่เหลี่ยมกว้างผนังสีขาวรอบด้าน อากาศภายในห้องคละเคล้าไปด้วยกลิ่นยาและกลิ่นของโรงพยาบาลที่ห่างหายไปนาน...ร่างสูงนั่งพิงกับหัวเตียง ใบหน้าคมหันมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย...ริมฝีปากเรียวที่เคยมีสีสดใสกลับขาวซีด...มือใหญ่ที่วางอยู่ข้างตัวขาวและเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง...

ร่างเล็กค่อยๆก้าวเข้ามาและหยุดลงข้างเตียง...มองใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่ได้หันมามองเขาสักนิด...ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนเพราะหยาดน้ำตาที่กำลังไหลริน...มือเล็กกอบกุมเข้ากับมือใหญ่ที่เย็นยะเยือกนั่น...ก่อนจะร้องไห้ออกมาเงียบๆกับฝ่ามือของคนรัก...


"คนไข้ขาดการรักษาไปนานเกิน...เส้นเสียงของเขาตอนนี้...คงไม่มีทางที่จะทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมได้อีก...ครั้งที่แล้วที่เขารอดมาได้ถือว่าเป็นปฏิหาริย์มากครับ...ถ้าเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดก็อาจจะมีโอกาสหายได้ แต่ก็อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์...แต่ตอนนี้...หมอทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ...ขอโทษด้วยนะครับ"

"......."




คนตัวเล็กร้องไห้หนักขึ้นกับฝ่ามือใหญ่ ส่งเสียงสะอื้นอย่างไม่อายใคร...



"ไม่มีทางไหนเลยจริงๆหรอฮะ?...ผ่าตัดหรืออะไรก็ได้... "

"มันจะเสี่ยงเกินไปครับ...เพราะหากผ่าตัดอาจกระทบโดนส่วนอื่นได้...อีกทั้งเนื้อเยื่อของคนไข้ถูกทำลายเกินกว่าจะลองเสี่ยงทำการผ่าตัดครับ.. "

"...แล้ว...เขา..จะ..พูดได้อีกถึงเมื่อไรฮะ? "

"อย่างช้าสุดก็คงจะเป็นหนึ่งเดือน...พยายามอย่าให้คนไข้ใช้เสียงจะดีที่สุด...ยังไงผมต้องขอตัวก่อน...หมอเสียใจด้วยจริงๆนะครับ... "




"ฮึก...ฮึก...ฮือ.... "

"ร้องทำไมครับ?คนดี? "เสียงแหบแห้งของคนร่างใหญ่ถามขึ้นอย่างอ่อนโยน..มือเย็นเฉียบอีกข้างถูกยกขึ้นลูบหัวคนตัวเล็กอย่างรักใคร่...

"ฮึก...ฮึก... "ทงเฮไม่ตอบอะไร เอาแต่ร้องไห้ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองคนรักด้วยซ้ำ...ในใจมีแต่คำพูดวนเวียนด่าทอตนเอง...

เป็นเพราะตัวเขาแท้ๆ...ทั้งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่อเมริกา เพราะคิบอมมาส่งเขาถึงบ้านในตอนค่ำหลังจากเลิกชมรมของโรงเรียน และก็โดนลอบทำร้ายจนตัวเองโดนมีดแทงเข้าที่คอบาดเจ็บอย่างสาหัส...แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์..แต่เพราะความเข้าใจผิดและไร้เหตุผลของเขาอีกนั่นแล่ะ ที่ตัดสินคนรักด้วยอารมณ์ชั่ววูบทิ้งคนรักและกลับมายังบ้านเกิดของตน...จนทำให้คิบอมไม่ได้รับการรักษา...และสุดท้าย...


เขาจะได้ยินเสียงคนรักของเขาอีกเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งเดือน....

กรรมคงตามสนองแล้วสินะ...


"ไม่ต้องร้องหรอกครับ ทงเฮ..ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย"คิบอมพูดปลอบอย่างใจดี...ควบคุมไม่ให้น้ำเสียงต้องสั่นเครือ...แต่ก็ยากเหลือเกินในเมื่อสุขภาพของเขาไม่ให้ความร่วมมือสักนิด...

"ผมหิวแล้วล่ะ...ป้อนข้าวต้มผมหน่อยนะ"

ร่างเล็กเมื่อได้ยินก็พยายามกลั้นน้ำตาตัวเองที่ไหลอย่างต่อเนื่องให้หยุดอย่างไร้ผล...ร่างสูงเองก็พยายามอย่างยากลำบากเช่นกัน...ที่จะไม่ให้น้ำตาลูกผู้ชายต้องไหลต่อหน้าคนรัก...เพราะไม่อยากให้ทงเฮต้องรู้สึกผิดไปมากกว่านี้...ทั้งๆที่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขาไม่ได้เกี่ยวกับร่างเล็กเลย...

เขาโดนลอบทำร้าย...เหตุการณ์ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้...และก่อนที่เขาจะตัดสินใจหนีมาเกาหลี สุขภาพเสียงของเขาก็แย่ลงมาโดยตลอดเพราะไม่ยอมไปหาหมอรักษาเอง...


......
...........


วันรุ่งขึ้นเมื่อร่างสูงตื่นขึ้นก็แทบพลันลุกจากเตียงไม่ทัน เมื่อตื่นมาแล้วไม่พบร่างเล็กที่นอนกอดทั้งคืน...ริมฝีปากกำลังขยับจะเปล่งเสียงเรียกคนรัก...แต่ก็รู้สึกปวดร้าวไปทั่วลำคอ...เสียงที่หลุดออกมานั่นแผ่วเบายิ่งกว่ากระซิบ...

"ทง..ทงเฮ... "

"ทง..ฮึก..ทงเฮ"

เสียงแหบแห้งดังลอดริมฝีปากหนาแผ่วเบา...ขายาวพยายามพยุงร่างกายตัวเองให้ลุกจากเตียงอยากยากลำบาก...

"คิบอม! "

"ทำอะไรน่ะฮะ?! "ร่างเล็กที่เพิ่งไปซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อมาเป็นอาหารเช้าส่งเสียงเรียกคนรักอย่างตกใจ...ก่อนที่จะรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างสูงให้นอนลงกับเตียงเหมือนเดิม

"ไปไหนมา.... "เสียงแผ่วเบาแหบแห้งจนน่าใจหายถามขึ้น..

"ไปซื้อของกินมาฮะ..แล้วก็นี่...เมื่อวานตอนคิบอมหลับแล้ว ผมนั่งทำนี่ให้"ร่างเล็กว่าพลางเจื้อแจ้วไปเรื่อย...ก่อนจะวางถุงของกินที่เต็มล้นสองมือลงบนโต๊ะและหยิบเอากระดาษการ์ดบางอย่างออกมาจากลิ้นชัก...

ในสายตาของคิบอมมันช่างเหมือนแผ่นคำศัพท์ที่เอาไว้ให้เด็กฝึกอ่านยังไงยังงั้น...

"ต่อไปนี้คิบอมจะต้องพูดน้อยๆจะได้หายเร็วๆ เข้าใจมั้ยฮะ? "คนน่ารักพูดด้วยสีหน้าจริงจังทำเอารอยยิ้มบุ๋มลึกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของร่างสูงอย่างห้ามไม่ได้...

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการ์ดคำศัพท์เหล่านี้ล่ะครับ? หืม? "

"ก็..นี่นะ การ์ดพวกนี้จะมีคำที่แบบต้องใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆเช่น ถ้าผมถามคิบอมว่ากินข้าวรึยัง? คิบอมก็แค่ใช้ป้ายนี้กับอันนี้ยกขึ้น.... "ทงเฮว่าพลางชูการ์ดที่เขียนว่า กินแล้ว กับ ยัง ขึ้นมา

ร่างเล็กอธิบายคำอื่นไปเรื่อย ส่วนใหญ่จะเป็นคำตอบที่ใช้ตอบคำถามประจำวัน เช่น อาบน้ำรึยัง? วันนี้สบายดีมั้ย? อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?.. สำหรับคำตอบอันหลังนี้จะมีเมนูโปรดของคิบอมอยู่หลายอย่างบนแผ่นกระดาษการ์ดแต่ละอัน...และก็มีคำถามทั่วไปอื่นๆอีกมากมายที่ร่างเล็กพยายามคิดว่าคิบอมต้องใช้ตอบบ่อยๆ...

"วิธีนี้จะดีที่สุด แถมไม่ต้องเสียเวลาเขียนเอาทุกครั้งด้วย สะดวกดี ว่ามั้ยฮะ? "ทงเฮถามร่างสูงหลังจากอธิบายวิธีการใช้การ์ดเหล่านั้นคร่าวๆ

คิบอมไม่ตอบอะไร เพียงแต่อมยิ้มและควานหาการ์ดใบหนึ่งก่อนชูขึ้น...

ครับ

ทงเฮยิ้มกับการกระทำของร่างสูงก่อนจะหันไปคว้าถุงอาหารข้างๆ..

"งั้นกินข้าวกันดีกว่า ผมซื้อของมาเยอะแยะเลยนะ"ว่าแล้วกำลังจะเดินไปหยิบจานมาใส่อาหารแต่ก็โดนร่างสูงเรียกไว้เสียก่อน...

"ทงเฮ... "

"ฮะ? "

"ผมว่าทงเฮลืมคำนึงที่ผมใช้ทุกวันเลยนะ"

"เห?"

"แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะคำนั้นผมอยากพูดเองมากกว่า ถึงแม้จะไม่มีเสียงจะพูดก็เหอะ"

"คำไหนหรอฮะ?"


ร่างสูงยิ้ม


"ผมรักทงเฮนะ"


...........
....................



สวนหลังมหาลัย


"หลบมาอยู่นี่อีกแล้วนะฮะ... "

"อ่าว..จุนซูเองหรอ? "

"เดี๋ยวนี้พี่ยูชอนมาที่นี่บ่อย หนีใครมารึเปล่าฮะ? "

ร่างสูงได้ฟังโลมาแซวก็อมยิ้ม...


"ก็น้า พี่ว่าพี่มาที่นี่ทุกวันก็เจอจุนซูแทบทุกวันเลย ช่วงนี้ทะเลาะกับยอกแจหรอ? "

"ผมถูกทิ้งต่างหาก..ไปจีบใครอยู่ก็ไม่รู้ บอกก็ไม่ยอมบอก ทิ้งเพื่อนกันซะอย่างนั้น"จริงๆแล้วนั่นเป็นเพียงเหตุผลส่วนเล็กต่างหาก เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้ผมมาที่นี่ทุกวันก็คนที่นั่งอยู่แถวๆนี้ไงล่ะ

"อ๋อ...เหมือนกันเลยสินะ... "

"อย่ามาล้อเล่นซะให้ยาก...พี่ยูชอนเนี่ยนะถูกทิ้ง..ผมขอพนันกับลูกมะพร้าวหมดโลกเลยเอ้า! "

"งั้นโลกนี้คงจะไม่เหลือมะพร้าวให้จุนซูได้กินแล้วล่ะ"

ร่างสูงหันหน้ามาตอบ สีหน้าระบายยิ้มน้อยๆก่อนหันหน้าไปอีกทางขณะที่ลมกำลังพัดมา...


เซียหันหน้ากลับมาจมปลักกับความรู้สึกที่ต่อสู้กันอยู่ภายในใจตนเอง...

หัวใตเต้นรัวจนเหมือนจะกระเด็นออกมาให้ได้...


แบบนี้..

หมายความว่า...

พี่แจจุง...

.

ไม่นะ..

เราจะดีใจไม่ได้....

เราต้องช่วยพี่ยูชอนสิ

...



แต่...

ถ้าเป็นแบบนี้...

แปลว่าเราก็ยังมีหวังใช่มั้ย??....


.
.
.

"ไม่หิวหรอฮะ? "

"ก็นิดหน่อยนะ... "

"ผมซื้อข้าวมาเผื่อพี่ยูชอนด้วย...กินหน่อยนะฮะ"

"จุนซูซื้อมาทั้งที ไม่กินได้ไงล่ะจริงมั้ย? "

เซียส่งห่อข้าวให้มิกกี้ พลางอดคิดอย่างเจ็บปวดไม่ได้...


ถึงปากจะคุยกับผม...

แต่ใจไม่เคยไม่คิดถึงพี่แจจุงเลยใช่มั้ย?...

แม้มือจะยื่นมารับของ..

แต่สายตาไม่แม้แต่จะหันมองเลยสักนิด...


แค่เพียงตอนนี้...

ผมยังแทรกไม่ได้เลยหรอ?..


"เห้อ..... "จู่ๆมิกกี้ก็ถอนหายใจออกมาขณะกำลังจะยกช้อนที่ตักข้าวพูนเกือบเต็มช้อนลงกับห่อข้าวดังเดิม...

เรี่ยวแรงมันหายไปไหนหมดนะ...

แค่หยิบจับอะไรก็พาจะสั่นไปหมด...

กะอีแค่รักครั้งแหรอ?...

เราเป็นได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ?..

ปาร์ค ยูชอน


"จุนซูไม่กินหรอ? "

โลมาน้อยเพียงแต่ส่งยิ้มให้เท่านั้นเป็นคำตอบ...


ผมก็ไม่มีแรงที่จะหยิบจับอะไรเหมือนกันนั่นแล่ะฮะ....

แค่รักคนที่ไม่ได้รักก็ว่าทรมานเจียนตายแล้ว....


แต่เห็นคนที่แอบรักคิดถึงแต่คนที่เขาแอบรัก...

ก็เหมือนกับกำลังยืนอยู่บนตึกพร้อมกระโดดทุกเมื่อนั่นแล่ะ...

แค่ยืนมองพื้นเบื้องล่าง...

ก็เจ็บได้โดยไม่ต้องสัมผัส....


"ฉันต้องทำยังไงดีล่ะ จุนซู"

"ทำยังไงถึงจะได้คนที่ฉันรักมา"

"ทำยังไง?..เขาถึงจะเห็นฉันในสายตาบ้าง? "

"ต้องทำยังไงดี? "ร่างสูงถามออกมาอย่างหมดเปลือก คำถามที่คั่งค้างในใจเรียงคิวต่อแถวกันออกมาอย่างขบวนรถไฟ...

ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันมากไปกว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง....

แต่เขากลับไว้ใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอย่างไม่อาย...


แต่หารู้ไม่ว่าคำถามเหล่านั้น....

กับอีกคนให้ความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังส่องกระจกเงาบานหนึ่งตรงหน้าตัวเอง...


ถ้าผมรู้...

ผมจะมาทนนั่งเจ็บแบบนี้ทำไมกัน?...

เพราะเราต่างคนก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของกันและกันเลย....


"จุนซู? เป็นอะไรรึเปล่า? "

"ร้องไห้ทำไมครับ? "ร่างสูงว่าพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้คนตัวเล็กที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด....สีหน้างุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นที่สุด...


ยังไงถ้าไม่บอกความในใจออกไป....

สักวันมันก็คงต้องระเบิดออกมา...

และตอนนี้..มันก็ไม่เหลือวิธีอะไรอีกที่จะปกปิดมันต่อไปได้แล้ว...

"ผมรักพี่ยูชอน"

"......!!"


"ตั้งแต่วินาทีแรกที่พี่เข้ามาทักผม...จนถึงวินาทีที่พี่บอกให้ผมบอกวิธีที่จะทำให้คนที่แอบรักหันมามองพี่... "

มือใหญ่ค่อยๆละออกจากพวงแก้มชมพูระเรื่อที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตา...


"ในตอนนี้พี่เป็นฝ่ายถูกรัก อาจหาคำตอบให้กับคำถามที่พี่ถามผมมาก็ได้นะฮะ... "

ทำแบบนี้..

พี่ยูชอนก็จะได้รู้คำตอบที่พี่อยากรู้...

และคำตอบสำหรับผมด้วย...



ทำยังไงถึงจะได้คนที่ฉันรักมา

ทำยังไง?..เขาถึงจะเห็นฉันในสายตาบ้าง?



เมื่อฟังคำสารภาพรักของร่างบางแล้วร่างสูงยิ้มก็แค่นยิ้มให้กับตัวเอง

"คำตอบไม่ยากเลยจริงๆ... "

"ต่อให้ทำยังไง แจจุงก็คงไม่หันมามอง...แบบนั้นสินะ"


ตอนนี้เขาเข้าใจความรู้สึกแจจุงอย่างชัดเจน...

เพราะตัวเขา ต่อให้ทำยังไง...

มิกกี้ก็รู้ตัว..

ว่าไม่อาจหันมามองเซียได้

ก็เหมือนแจจุงที่คงไม่มีวันหันมามองเขาเช่นกัน


ยังไงพี่ยูชอนก็คงไม่หันมามองผมเหมือนกันสินะฮะ...


.
.
.



ณ โรงพยาบาล

"ไม่ต้องส่ายหัวกลุ้มใจแบบนั้นหรอกครับหมอ"

"ผมก็พอรู้ว่าผมจะพูดได้อีกไม่นาน ก็แค่บอกผมมาว่าผมเหลือเวลาอีกแค่ไหน ผมจะได้เตรียมใจไว้ก่อนได้ไงครับ"

หลังจากการตรวจร่างกายของคิบอมแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลชื่อดังก็อดแอบลอบถอนหายใจไม่ได้

จริงอยู่ว่าอาการภายนอกของร่างสูงดูเหมือนดีขึ้น...แต่ภายในกลับไม่ได้ดูมีแววว่าจะดีขึ้นตาม...หมอมือเก่งกลับกลุ้มใจว่าหนึ่งเดือนอาจเป็นเวลาที่ยาวนานเกินไปสำหรับสภาวะร่างกายของคิบอมไปเสียแล้ว...

"ว่ายังไงล่ะครับ? ครึ่งปี ห้าเดือน สามเดือน หรือ.... "

"....พรุ่งนี้ล่ะครับ? "

คุณหมอมองหน้าร่างสูงก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะคิดหาคำพูดที่ดูเหมือนจะให้คำตอบที่ถูกที่สุดออกมา...

"ก็คงไม่ผิดจากที่คุณคิบอมพูดไปนักหรอกครับ"

"รวมไปถึงไอที่บอกว่าพรุ่งนี้ด้วยงั้นหรือครับ? "

"......."

"ว่าไงล่ะครับ? "

"หมอรับปากอะไรไม่ได้จริงๆ...ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสุขภาพและ.... "หมอเว้นระยะคำ ไม่อยากจะพูดคำนี้ออกไปมากนัก เพราะมันดูจะขัดกับเหตุผลของทางการแพทย์และเป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนไข้ด้วย...แต่ถ้าหากมัวหลีกเลี่ยง ยังไงคนไข้รายนี้ก็คงเค้นจนให้เขาต้องบอกอยู่ดี..

"และโชคของคุณ"

"...."

"หมอรู้ว่ามันฟังอาจไร้เหตุผล แต่มันก็มีบ้างในบางกรณีของคนไข้...ถึงแม้ภายนอกร่างกายจะดูแข็งแรง..แต่จากสภาวะที่เช็คเมื่อวานกับวันนี้...เนื้อเยื่อถูกทำลายลงไปมาก...จากการประมาณครั้งก่อนคือเดือนนึง แต่จากที่เห็นวันนี้....หมอไม่แน่ใจจริงๆ.. "

"ไม่แน่ใจว่าจะครบเดือนนึงหรือเปล่าน่ะหรือครับ? "

"...."

"บอกมาเถอะครับ ผมทำใจได้นานแล้วเรื่องแบบนี้"

"เอ่อ...หมอขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกันนะครับ..."


.
..



"หิวมั้ย? คุณป้ามีทำกับข้าวทิ้งไว้ก่อนไปนิ"

"...."

"จะกินอะไรมั้ยล่ะ? เดี๋ยวฉันไปตักมาให้"

"อือ... "

"กินไรล่ะ? "

"....อือ..ห๊ะ นายพูดว่าอะไรนะ? "

"เห้ออ....นี่นายมีสติเหลืออยู่กับตัวบ้างมั้ยห๊ะ? "

"แบบนี้ฉันไม่ทนต่อไปแล้วนะ"


ชางมินที่อดทนมานานระเบิดขึ้น...ทนไม่ไหวที่เห็นเพื่อนสนิทตัวเองนั่งเหมือนวิญญาณหลุด ตอบบ้างเงียบบ้าง เดี๋ยวก็เอ๋อบ้าง...เป็นมานานเกินกว่าจะนิ่งเฉยได้อีก..

เนื่องจากมืกกี้กับซีวอนติดงานอยู่ที่มหาลัยจึงกลับมาก่อนกันสองคน อีกทั้งแม่ของแจจุงก็ติดธุระไปข้างนอก ชางมินจึงถือโอกาสเปิดฉากกันไปข้าง..

เพราะถ้ารอนานกว่านี้ อาการของเพื่อนเขาต้องหนักข้อกว่านี้เป็นแน่...แค่นี้ก็ยากจะรับมือพอดูอยู่แล้ว..ทำเป็นไม่ใส่ใจมานาน...แต่คงละเลยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว...

"นายจะเป็นแบบนี้ไปอีกถึงเมื่อไร? "

"...แบบนี้ หมายความว่าไง? "

"ก็แบบนี้แล่ะ เพ้อ เอ๋อ พูดไม่รู้เรื่อง เพราะกลุ้มใจในทางที่นายตัดสินใจเอง"

"....."

"เห้อ...ทรมานไม่ใช่หรอ? "หลังจากระเบิดอารมณ์ไปตู้มใหญ่ ชางมินก็สงบสติตัวเองลงก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับเพื่อนรัก

"ถ้านายตัดสินใจแบบนี้ คนที่เจ็บไม่ใช่แค่ยูชอน หรือยุนโฮหรอกนะ...นายเองต่างหากที่เจ็บไปด้วย แถมเป็นคนที่เจ็บที่สุดอีกต่างหาก... "

"แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง...นายก็รู้ว่าฉันไม่ไว้ใจใครอีกแล้ว...ต่อให้เป็นยูชอนก็เถอะ...และฉันก็ไม่อยากให้ความหวังกับเขาทั้งๆที่ฉันยังลืมยุนโฮไม่ได้อยู่แบบนี้"

"แล้วเมื่อไรนายจะลืมได้? "

"ฉันก็อยากให้มันเป็นพรุ่งนี้ ไม่ก็ชม.ต่อจากนี้ได้..ก็ยิ่งดี"

"แล้วนายคิดแบบนี้มากี่ครั้งแล้วล่ะ? ถ้าให้ฉันเดานายก็จะคิดแบบนี้ต่อไปจนชั่วชีวิตแน่ๆ"

"แล้วจะให้ฉันทำยังไง? "เด็กหนุ่มเงยหน้าถามอย่างท้อแท้...


ใช่ว่าไม่กลุ้มใจ...

ใช้ว่าไม่เจ็บ...

แต่เจ็บจนไม่รู้จะทำยังไงได้อีกแล้ว....


"ฉันรักยุนโฮ ไม่ว่ายังไงก็ยังรัก...แต่จะให้กลับไป มันก็ไม่ได้อีกแล้ว... "ไม่ว่าเมื่อไรประโยคนี้มีผลกับเขาเสมอ....น้ำตาอดไม่ได้ที่จะเอ่อนองล้นดวงตาสวย...

"แล้วนายจะเป็นแบบนี้ต่อไป อย่างนั้นสินะ? "

"แล้วฉันจะทำยังไงได้?... "

"...คำตอบมันมีอยู่ตั้งนานแล้วไม่ใช่หรอ?...เพียงแต่นายไม่ยอมรับมันต่างหากล่ะ"

".."

"ปากนายก็บอกว่าจะไม่กลับไปหายุนโฮอีก...แต่กลับไม่ยอมมีรักใหม่ นายแค่หาข้ออ้าง นั่นไม่ใช่เพราะนายไม่อยากลืมยุนโฮไม่ใช่หรือไง.... "

"ที่พูดไม่ได้อะไรหรอกนะ ทุกอย่างมันอยู่ที่นายตัดสินใจเอง ว่าอยากจะจมอยู่แบบนี้ หรือเริ่มต้นใหม่...ถ้านายคิดอยากจะปฏิเสธคำตอบที่มีทนโท่ในใจนายอยู่ ก็ควรจะเริ่มชีวิตใหม่จริงๆซะ เรื่องเก่าๆก็เก็บไว้เป็นความทรงจำและบทเรียน... "

"อยู่แบบนี้ต่อไป ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกนะ แจจุง... "

"...."

"ฉันเป็นห่วงนาย...ว่าจะไม่ยุ่ง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวนายเอง อยากให้นายตัดสินใจเลือกทางของตัวเอง...แต่ฉันก็ทนไม่ไหวที่ต้องเห็นนายเจ็บปวดแบบนี้... "

"ฉันลืมไม่ได้.... "น้ำตาที่เอ่อนองหยดลงเมื่อตาสวยกะพริบ...

ไม่ใช่ไม่อยากลืมเลย...

แต่เพราะรู้ตัว....

ว่าลืมไม่ได้....


ร่างโปร่งบางอีกคนมองสีหน้าอมทุกข์ของเพื่อนรักก็จนใจ...ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้นอกเสียจากเขยิบตัวเข้าหาก่อนที่จะเอื้อมกอดร่างขาวเล็กสุดแรง...

ก็เพราะรู้ว่านายลืมไม่ได้...

ถึงอยากให้นายตัดสินใจไปเลย...

ว่าจะไม่ลืม...

หรือไม่ลืมยังไงล่ะ...


"ความรัก บางครั้งมันก็อธิบายไม่ได้หรอกนะ...ต่อให้นายเจ็บอีกสักกี่ครั้ง บางทีมันก็ไม่รู้สึกหรอก...ไม่ว่านายจะตัดสินใจเลือกทางไหน ฉันจะอยู่เคียงข้างนายเสมอนะ... ."


...........
............................


"คิบอมมมมมม วันนี้ผมซื้อของโปรดคิบอมมาเยอะแยะเลยนะฮะ...มีทั้งแกง...อ่าว??..คิบอมไปไหนหรอฮะ? "ร่างเล็กส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาก่อนตัวตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาในห้องเอ่ยถามนางพยาบาลอย่างงงวยเมื่อเห็นเธอกำลังทำความสะอาดและพับเก็บผ้าปูเตียง...

"เอ่อ...คนไข้ห้องนี้แจ้งออกจากโรงพยาบาลแล้วค่ะ"



ตึก ตึก ตึก...

ไม่รอช้าร่างเล็กออกตัววิ่งออกจากโรงพยาบาลชื่อดังอย่างไม่รีรอ...มือเล็กคอยปาดน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมาเป็นระยะ...จุดหมายคือห้องพักที่เขาย้ายออกมาจากคอนโดเพื่อมาอยู่กับด้วยกันกับคิบอม

ขาเล็กวิ่งไม่หยุดจนมาถึงหน้าประตูห้องพักที่ไม่ได้กลับมานาน...

มือขาวเล็กเปิดประตูเข้าไปอย่างมีความหวัง...


ไม่ต้องกลัว...

เราจะกลัวอะไร....

ถ้าคิบอมไม่ได้อยู่โรงพยาบาลก็ต้องอยู่ที่นี่แล่ะ...

แต่ไอ้ใจเต้นผิดปกตินี่มันอะไรกันนะ...

แล้วลางสังหรณ์ ความรู้สึกแปลกๆนี่อีกล่ะ...


ฟุบ!

เป็นอย่างที่คิดเอาไว้...

ภายในห้องโล่งและว่างเปล่า..

แม้กระทั่งในห้องนอน ตู้เสื้อผ้า ของทุกอย่างของคนรัก...


ไม่เหลืออะไรเลย...

ร่างเล็กทรุดตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง...น้ำตาแข่งกันไหลออกมาเป็นสายก่อนจะพลันไปสะดุดกับมือถือคุ้นตาเครื่องหนึ่งและกระดาษสีขาวใบหนึ่งวางข้างกัน...


ในกระดาษเขียนประโยคไม่กี่ประโยคด้วยลายมืออันคุ้นตา...

ขอโทษที่อยู่ดูแลไม่ได้อีกแล้ว..ทั้งๆที่เคยสัญญาไว้

ผมขอโทษนะ

คิบอม



ร่างเล็กเหลือบไปมองมือถือที่ถูกตั้งหน้าจอเป็นเหมือนที่ให้เล่นอัดเสียง...

นิ้วเรียวกดปุ่มบนมือถือเพื่อเล่นเสียง...และเมื่อได้ฟังเพียงแค่ประโยคนั้นร่างเล็กก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก นอกจากฟุบหน้าลง ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา และส่งเสียงสะอื้นอย่างไม่อายใคร...


"คิบอมรักทงเฮนะ"

.
.
.


"บอกมาเถอะครับ ผมทำใจได้นานแล้วเรื่องแบบนี้"


"เอ่อ...หมอขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกันนะครับ... "

"ถ้าจะยึดผลตรวจวันนี้เป็นหลัก..ก็คงไม่เกินสามวันครับ"

ร่างสูงยิ้มเยาะเย้ยสมเพชตัวเอง

เวลาไม่เหลือให้กันเลยสินะ...

....
..........

ไม่รู้นานเท่าไรที่ร่างสูงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง...สายตาเลื่อนลอยมองก้อนเมฆและท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย...ก่อนจะหันกลับมาและสะดุดเข้าที่มือถือเครื่องหรูของตน


คำๆนี้เท่านั้น...

ที่ไม่ว่ายังไงก็อยากให้ได้ยินเป็นเสียงเสมอ...